ในภาษาไทย ถ้าแปล 社会人 (しゃかいじん, shakaijin หรือตามหลักทับศัพท์ว่า ชะไกจิง) ทีละตัวอักษร จะได้ประมาณ “คนสังคม” ฟังดูเหมือนใครก็ได้ที่เดินอยู่บนทางม้าลาย แต่ประโยคที่นักศึกษาญี่ปุ่นได้ยินหลังเรียนจบมักเป็นอีกแบบ: ตอนนี้เธอกลายเป็นชะไกจิงแล้ว
เส้นนั้นแหละที่ทำให้คำนี้เถียงกันได้ ไม่ใช่แค่รายการในพจนานุกรม แต่เป็นป้ายสถานะว่าใครถูกนับว่า “เข้าสู่สังคม” จริงๆ ชงกาแฟสักแก้ว แล้วอ่านต่อให้สนุก!

สารบัญ 8
社会人 แปลว่าอะไร? สามทางที่ใช้กันบ่อย
คนเรียนภาษาญี่ปุ่นมักเจอคำแปลสามแบบวนไปวนมา:
- บุคคลจากสังคม หรือ “คนของสังคม” — แปลตามรูปคันจิ ใกล้ความหมายแรกในพจนานุกรม คือบุคคลในฐานะสมาชิกของสังคม
- สมาชิกของสังคม — ฟังสุภาพ แต่ในชีวิตประจำวันของญี่ปุ่นมักแคบกว่านั้น
- ผู้ใหญ่ที่ทำงาน — ใกล้การใช้จริงที่สุด: คนที่ออกจากโรงเรียนแล้วหาเลี้ยงตัวด้วยงาน
ยังมีคำแปลที่โผล่บ่อยเป็นข้อที่สี่ คือ พนักงานเงินเดือน หรือ ซารารีแมน (サラリーマン, sarariiman) ใช้ได้เมื่อพูดถึงคนที่เข้าบริษัท แต่ 社会人 กว้างกว่านั้น คนเปิดร้าน คนทำงานอิสระ หรือคนที่เริ่มงานหลังจบมัธยมก็ถูกเรียกว่าชะไกจิงได้ โดยไม่ต้องใส่สูททุกวัน
พจนานุกรมภาษาญี่ปุ่นอย่างดิจิทัลไดจิเซ็นแยกไว้สองความหมายชัดๆ ข้อหนึ่งคือคนที่ทำงานในสังคมจริง โดยวางคู่กับนักเรียนนักศึกษา ข้อสองคือบุคคลในฐานะสมาชิกของสังคม คำว่า “เป็นชะไกจิง” (社会人になる) และ “ชะไกจิงปีหนึ่ง” (社会人一年生) อยู่ในกลุ่มแรก นั่นคือเหตุผลที่หาคำไทยคำเดียวมาครอบแล้วรู้สึกค้าง

คันจิ 社会 + 人 ไม่ได้แปลว่าทุกคนบนถนน
ถ้าแกะทีละตัว จะเห็นที่มาของความสับสน 社 (しゃ, sha) ใช้ในความหมายสังคม บริษัท หรือสมาคม 会 (かい, kai) อยู่ในกริยา 会う (あう, au) คือพบหรือรวมกัน และให้ความหมายการประชุม การพบปะ ส่วน 人 อ่านว่า ひと (hito) เมื่ออยู่เดี่ยว แต่ในคำนี้อ่านว่า じん (jin) คือคน
ในคำจริง 社会 (しゃかい, shakai) รวมกันแล้วแปลว่าสังคมอยู่แล้ว พอต่อด้วย 人 จึงได้รูปว่า “คนของสังคม” ปัญหาคือภาษาญี่ปุ่นไม่ใช้รูปนี้กับทุกคนที่มีบัตรประชาชน การเติบโตทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และวัฒนธรรมการทำงานหนักของซารารีแมน ช่วยดันความหมายที่สองให้กลายเป็นการใช้หลักในข่าวและชีวิตประจำวัน

ใครไม่ถูกนับเป็นชะไกจิง
ในความหมายที่ใช้กันทุกวัน ชะไกจิงมักชี้เฉพาะผู้ใหญ่ที่ออกมาทำงานแล้ว ดังนั้น นักเรียนนักศึกษา (学生, がくせい, gakusei) คนว่างงาน และแม่บ้านที่ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน มักไม่ถูกเรียกว่า 社会人 ในความหมายนี้
จุดที่ทำให้คำนี้ถูกมองว่าแรงก็ตรงนี้ มันจัดกลุ่ม “สมาชิกของสังคม” ให้เหลือคนที่มีงาน แล้วดันคนอื่นออกไปข้างๆ โดยปริยาย ใครยังเรียนอยู่ ใครยังหางานไม่ได้ หรือใครทำงานบ้านเต็มเวลา ฟังแล้วเหมือนยังไม่ครบสถานะ
ภาษาญี่ปุ่นมี เคโงะ คอยคุมระดับความสุภาพอยู่แล้ว การใช้คำที่ตัดคนออกจากกลุ่มโดยไม่ตั้งใจจึงทำให้บทสนทนาแข็งได้เหมือนกัน
มุมที่ใช้กันในญี่ปุ่นเองมักวางเส้นไว้ที่ “ผู้รับ” กับ “ผู้ให้” นักศึกษาได้ส่วนลดรถไฟ มือถือ และยังไม่จ่ายประกันสังคมแบบคนทำงานเต็มตัว พอเรียนจบแล้วเริ่มงาน สถานะก็เปลี่ยนจากผู้รับประโยชน์เป็นคนที่ถูกคาดหวังให้ขับเคลื่อนที่ทำงาน คำว่า “เข้าสู่สังคม” จึงไม่ได้หมายถึงออกงานเลี้ยง แต่หมายถึงเริ่มรับผิดชอบด้วยงาน
เส้นนี้ไม่เท่ากันทุกคน คนที่จบมัธยมแล้วทำงานเลยกลายเป็นชะไกจิงเร็วกว่าคนที่เรียนมหาวิทยาลัยต่อจนอายุยี่สิบต้นๆ
新社会人 และเส้นหลังเรียนจบ
ช่วงมีนาคมของญี่ปุ่นเต็มไปด้วยพิธีจบการศึกษา เมษายนบริษัทรับคนรุ่นใหม่เข้าพร้อมกัน คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า 新社会人 (しんしゃかいじん, shin-shakaijin) คือชะไกจิงใหม่ หรือคนที่เพิ่งก้าวเข้าทำงานเป็นปีแรก
คำนี้ใช้ในข่าว โฆษณาชุดสูท และคู่มือเอาตัวรอดในออฟิศ ไม่ได้แปลว่า “คนใหม่ในสังคม” แบบกว้างๆ แต่ชี้คนที่เพิ่งผ่านเส้นจากห้องเรียนสู่ที่ทำงาน
ต่างจาก 大人 และวัยผู้ใหญ่ยังไง
คนไทยมักรวม 社会人 กับคำว่าผู้ใหญ่ไว้ก้อนเดียว แต่ในภาษาญี่ปุ่น 大人 (おとな, otona) พูดถึงวุฒิภาวะหรืออายุ ส่วน วัยผู้ใหญ่ตามกฎหมาย อยู่ที่อีกเส้นหนึ่ง คนอายุครบอาจเป็นผู้ใหญ่ในทางกฎหมายแล้วยังเป็นนักศึกษาอยู่ก็ได้ ในทางกลับกัน คนที่จบมัธยมต้นแล้วออกมาทำงานอาจถูกพูดถึงในฐานะคนที่ “เข้าสู่สังคม” แล้ว ทั้งที่ยังไม่ใช่ภาพผู้ใหญ่ในหัวของใครหลายคน
ย่อให้จำง่าย: 大人 คือโตแล้ว 社会人 คือออกมาทำงานเลี้ยงตัวเองแล้ว สองคำนี้ทับกันบ่อย แต่ไม่ใช่คำเดียวกัน
อีกความหมายที่บทเรียนคำศัพท์มักข้าม: 社会人野球
ถ้าเจอคำว่า 社会人野球 (しゃかいじんやきゅう, shakaijin yakyuu) อย่าแปลว่า “เบสบอลของคนในสังคม” นั่นคือเบสบอลสมัครเล่นของคนทำงาน ไม่ใช่โปร และไม่ใช่เบสบอลโรงเรียน มีทั้งทีมบริษัทและทีมคลับ การแข่งขันใหญ่เช่น 都市対抗野球 ทำให้คำนี้โผล่นอกห้องประชุมด้วย ถ้าบริบทเป็นกีฬา ให้แปลตามชนิดของลีก ไม่ใช่ตามปรัชญาสังคม
คำที่ต้องระวังในภาษาญี่ปุ่น
社会人 ไม่ใช่คำด่า แต่เป็นตัวอย่างว่าคำกลางๆ ในภาษาญี่ปุ่นก็จัดคนเป็นชั้นได้ คำที่เกี่ยวกับร่างกาย จิตใจ หรืออาชีพบางอย่างแรงกว่านั้นมาก จนรายการโทรทัศน์ต้องออกมาขอโทษถ้าใช้ผิด
เมื่อพูดถึงผู้พิการทางร่างกาย คนญี่ปุ่นมักเลี่ยงคำตรงๆ แล้วใช้ 身体の不自由な方 (からだのふじゆうなかた, karada no fujiyuu na kata) ซึ่งแปลตามตัวประมาณ “ท่านที่ร่างกายไม่เป็นอิสระ” เป็นรูปที่สุภาพและระวังกว่า
ถ้าอยากดูคำที่แรงจริง ลองต่อที่ คำหยาบและคำด่าในภาษาญี่ปุ่น ที่ มันโกะและชินโกะ สองคำต้องห้าม และที่ kurombo คำเหยียดผิวในภาษาญี่ปุ่น
แล้วแปลยังไงดีในภาษาไทย
ถ้าต้องเลือกคำเดียว “ผู้ใหญ่ที่ทำงาน” ใกล้การใช้จริงที่สุด ถ้าบริบทเป็นงานวัฒนธรรม “สมาชิกของสังคม” ยังใช้ได้ แต่ควรมีประโยคตามว่าไม่นับนักศึกษาไว้ด้วย
เจมส์ โรเบอร์สันเคยเขียนงานวิชาการเรื่องการกลายเป็นชะไกจิงและการผลิตซ้ำชนชั้นแรงงานในญี่ปุ่น ใครอยากลงลึกกว่าบททั่วไปอ่านต่อได้ที่ Becoming Shakaijin: Working-Class Reproduction in Japan
ครั้งหน้าถ้าได้ยินใครพูดว่าเพิ่งเป็นชะไกจิง แปลในหัวว่าเขาเพิ่งข้ามจากห้องเรียนสู่ที่ทำงาน ไม่ใช่เพิ่งกลายเป็นคนในสังคมจากที่เคยอยู่นอกโลก
ชุมชน
ความคิดเห็น
0 ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็นที่เผยแพร่ในภาษานี้
ส่งความคิดเห็น