ระหว่างปี 1868 ถึง 1947 ญี่ปุ่นผ่านการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่รัฐสมัยใหม่เคยลองทำ ในเวลาไม่ถึงแปดทศวรรษ ประเทศที่เป็นเกาะ ปิดตัวเอง และอยู่ใต้ระบบบากุฟุ (幕府, โชกุน) พลิกกลายเป็นมหาอำนาจทหารที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย แล้วก็จบเส้นทางนั้นด้วยซากปรักหักพัง ถ้าจะตามเรื่องนี้ให้รอบ ผมแนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านเรื่อง ระบบศักดินา (โชกุน) ที่ปกครองญี่ปุ่นมานานกว่าสองร้อยปี แล้วค่อยเดินผ่านสงครามและจุดพลิกผันที่กำหนดญี่ปุ่นจักรวรรดิ
ญี่ปุ่นจักรวรรดิ ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Dai-Nippon Teikoku (大日本帝国) ไม่ใช่รัฐธรรมดา เป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ลอมแบบอย่างตะวันตก นำโดยชนชั้นนำทางการเมืองและทหารที่เร่งอุตสาหกรรมและการทหารจนประเทศกลายเป็นประเทศสมัยใหม่ ราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก: สงครามกับจีน กับรัสเซีย กับเกาหลี และท้ายที่สุดคือกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1945 ญี่ปุ่นเซ็นเอกสารยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข
ในบทความนี้ ผมชวนคุณเดินย้อนตามเหตุการณ์ทีละช่วง เริ่มจากการล่มสลายของโชกุนโทกูงาวะและการฟื้นฟูเมจิ (明治維新) ต่อด้วยการกบฏซัตสึมะ สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามมหาสมุทรแปซิฟิก และปิดท้ายด้วยการยุบเลิกจักรวรรดิในปี 1947

สารบัญ 9
การล่มสลายของโชกุนและการฟื้นฟูเมจิ
ฉากหลังของการฟื้นฟูเมจิคือสงครามกลางเมือง ที่เรียกว่า สงครามโบชิน (戊辰戦争, 1868-1869) ในเดือนมกราคม ปี 1868 กลุ่มพันธมิตรของไดเมียวทางตอนใต้อย่างซัตสึมะ โชชู โทซะ และฮิเซน ได้ประกาศฟื้นฟูอำนาจของจักรพรรดิเมจิและเปิดปฏิบัติการทางทหารต่อต้านรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ โทกูงาวะ โยชิโนบุ เลือกยอมจำนน แต่สาวกเก่าของโชกุนบางส่วนถอยร่นไปยังเอโซ (蝦夷, ฮอกไกโด) แล้วตั้งแนวต่อสู้ในสงครามฮาโกดาเตะ สงครามโบชินจบลงในเวลาราวหนึ่งปีครึ่ง ชัยชนะครั้งนั้นเป็นฐานความชอบธรรมของรัฐบาลใหม่ที่ยึดจักรพรรดิเป็นศูนย์กลาง
การสร้างอุตสาหกรรมในยุคเมจิไม่ใช่แค่การหยิบเทคโนโลยีตะวันตกมาใช้ อิโนอุเอะ คาโอรุ (井上馨), มัตสึกาตะ มาซาโยชิ (松方正義), และนโยบายเศรษฐกิจของเมจิ ญี่ปุ่นยุคนั้นสร้างรากฐานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ ท่าเรือ เหล็ก ต่อเรือ หรือโรงงานปั่นฝ้าย ได้ในเวลาเกือบสามสิบปี ปี 1885 อิโต ฮิโรบูมิ (伊藤博文) ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ปี 1889 มีรัฐธรรมนูญ และปี 1890 เปิดสภานิติบัญญัติแห่งจักรวรรดิ ญี่ปุ่นจึงมีโครงสร้างของรัฐรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ครบถ้วน แต่ในกระบวนการนี้เอง ขบวนการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน (自由民権運動) ถูกปราบ และภาระของชาวนาหนักขึ้น แสงสว่างและเงาของการปรับตัวสู่ความทันสมัยเดินคู่กันเสมอ
การกบฏซัตสึมะ (1877) ไม่ใช่แค่การลุกฮือของซามูไร (侍) ท้องถิ่น แต่เป็นการตอบโต้ของชนชั้นซามูไรเก่าที่สูญเสียสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมหลังการยุบระบบแว่นแคว้น (廃藩置県) และการนำระบบเกณฑ์ทหารแบบสากลมาใช้ในปี 1873 ไซโก ทาคาโมริ (西郷隆盛) ผู้นำกบฏเสียชีวิตในสนามรบที่ชิโรอิชิมะ ผลของการกบฏชัดเจน: รัฐบาลเมจิชนะและเดินหน้าสร้างกองทัพสมัยใหม่ที่ไม่ขึ้นกับไดเมียว ระบบศักดินาถูกรื้อถอนจนหมดสิ้น
สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่งและการปฏิรูปสมัยใหม่
ความทะเยอทะยานแรกของญี่ปุ่นหลังการฟื้นฟูเมจิคือการขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออก สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง (1894-1895) ปะทุขึ้นจากข้อพิพาทเรื่องอิทธิพลในเกาหลี ญี่ปุ่นชนะทั้งทางบกและทางทะเล ตั้งแต่การยึดเปียงยางไปจนถึงการรบที่ทะเลเหลือง สนธิสัญญาชิโมโนเซกิ (下関条約, 1895) บังคับให้จีนยกเกาหลีให้เป็นอิสระ ยกไต้หวันให้ญี่ปุ่น และจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม 200 ล้านเหลียว (兩)
แต่ชัยชนะครั้งนั้นไม่ได้อยู่นาน สามอำนาจยุโรปอย่างรัสเซีย เยอรมนี และฝรั่งเศส ร่วมกันกดดันญี่ปุ่นในที่เรียกว่า การแทรกแซงสามฝ่าย (三国干渉) ให้คืนคาบสมุทรเหลียวตงให้จีน ความอับอายนี้กลายเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นเร่งสร้างกองทัพในทศวรรษต่อมา

สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นและยุคเมจิตอนปลาย
ทศวรรษต่อมา ญี่ปุ่นท้าทายมหาอำนาจยุโรปอย่างรัสเซียโดยตรง สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (1904-1905) ปะทุจากการที่ทั้งสองฝ่ายต่างแข่งกันขยายอิทธิพลในแมนจูเรียและเกาหลี ญี่ปุ่นเปิดฉากด้วยการโจมตีท่าเรือพอร์ตอาเธอร์ที่ผ่านอัน เป็นการจู่โจมที่ผู้คนในยุคนั้นเปรียบเทียบว่าเป็น Pearl Harbor แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 กองทัพเรือญี่ปุ่นภายใต้ โทโก ฮิเดทาโร (東郷平八郎) ถล่มกองเรือรัสเซียที่สึชิมะ (対馬) อย่างราบคาบ ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นทำให้รัสเซียต้องเซ็นสนธิสัญญาพอร์ตสมัท (1905) ยอมรับอิทธิพลของญี่ปุ่นในเกาหลีใต้ และยกคาบสมุทรเหลียวตงพร้อมสาขาของทางรถไฟแมนจูเรียใต้ให้
ชัยชนะครั้งนี้มีผลกระทบสองทาง ทางหนึ่ง ญี่ปุ่นพิสูจน์ต่อโลกว่าประเทศเอเชียชาติหนึ่งสามารถเอาชนะมหาอำนาจยุโรปได้ อีกทางหนึ่ง รัฐบาลเมจิได้พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ใหม่ สนธิสัญญาพันธมิตรอังกฤษ-ญี่ปุ่น (1902) ต่อมาขยายเป็นพันธมิตรเต็มรูปแบบในปี 1905 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของนโยบายต่างประเทศญี่ปุ่นจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ช่วงปลายยุคเมจิไม่ได้มีแค่สงคราม ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่น่าสนใจ เมื่อจักรพรรดิเมจิสวรรคตในปี 1912 จักรพรรดิไทโช (大正) ขึ้นครองราชย์ ยุคไทโชกินเวลาสั้น (1912-1926) แต่เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น ระบบสภาเข้มแข็งขึ้น มีการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน สตรีชั้นกลางเริ่มทำงานนอกบ้าน นักประพันธ์อย่าง นัตสึเมะ โซเซกิ (夏目漱石) และ โมริ โอกาอิ (森鷗外) สร้างผลงานร่วมสมัยที่ยังคงอ่านกันจนถึงทุกวันนี้ ภาพของ ไทโชเดโมคราซี (大正デモクラシー) คือช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ญี่ปุ่นเดินเข้าใกล้ประชาธิปไตยแบบตะวันตก ก่อนที่ยุคโชวะจะหันกลับไปทางอำนาจนิยม
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและข้อเรียกร้อง 21 ข้อ
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-1918) เปิดโอกาสให้ญี่ปุ่นเข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตร ญี่ปุ่นยึดดินแดนของเยอรมนีในแปซิฟิก ได้แก่ หมู่เกาะมาเรียนา แคโรไลน์ และเจียวโจว (เซียงไฮ้เก่า) ในปี 1915 ญี่ปุ่นยื่น ข้อเรียกร้อง 21 ข้อ (対華二十一カ条要求) ต่อจีน เพื่อขอสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจและการเมืองเหนือแมนจูเรียและชายฝั่งจีน จีนถูกบีบให้ยอมรับฉบับแก้ไข การเคลื่อนไหวนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นเสื่อมลงอย่างรุนแรง และกลายเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งในอีกยี่สิบปีต่อมา
ที่การประชุมสันติภาพปารีส (1919) ญี่ปุ่นเสนอขอให้มีการบันทึกเรื่อง เชื้อชาติเท่าเทียม ในกฎบัตรสันนิบาตชาติ แต่ข้อเสนอนี้ไม่ผ่าน ญี่ปุ่นจึงเดินออกจากห้องประชุมชั่วคราว ความผิดหวังครั้งนั้นทำให้ชาตินิยมญี่ปุ่นเริ่มมองว่าการเจรจากับชาติตะวันตกไม่ใช่ทางออก ทางออกที่แท้จริงคือการสร้างเขตอิทธิพลของตัวเองในเอเชีย
ไทโชเดโมคราซี ยุคโชวะตอนต้น และการขึ้นสู่อำนาจของทหาร
แม้ไทโชเดโมคราซีจะเป็นช่วงที่รัฐสภาเข้มแข็ง พรรคการเมืองเปิดกว้าง สิทธิของชายผู้มีสิทธิเลือกตั้งขยาย แต่รากฐานของระบอบเผด็จการทหารก็ถูกวางไว้พร้อมกัน การที่รัฐธรรมนูญเมจิระบุว่า จักรพรรดิทรงเป็น องค์อธิปัตย์สูงสุด (天皇主権) ทำให้กองทัพสามารถอ้างความชอบธรรมจากจักรพรรดิโดยตรง ไม่ผ่านรัฐสภาหรือนายกรัฐมนตรี
เมื่อจักรพรรดิไทโชสวรรคตในปี 1926 จักรพรรดิโชวะ (昭和) ขึ้นครองราชย์ ยุคโชวะยาวนานถึงปี 1989 และเป็นยุคที่ญี่ปุ่นเดินเข้าสู่สงคราม ภายในระยะเวลาสิบปี ญี่ปุ่นเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (1929) รัฐบาลพลเรือนอ่อนแอลง ทหารเริ่มแทรกแซงการเมืองโดยตรง เหตุการณ์ที่สำคัญคือ คดี 15 พฤษภาคม (五・一五事件, 1932) และ คดี 26 กุมภาพันธ์ (二・二六事件, 1936) ที่กลุ่มนายทหารหนุ่มลอบสังหารนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง หลังเหตุการณ์เหล่านี้ รัฐบาลพลเรือนไม่สามารถควบคุมกองทัพได้อีกต่อไป
แมนจูเรีย สงคราม 15 ปี และแนวคิดเขตอิทธิพลร่วม
ในปี 1931 กองทัพญี่ปุ่นปลอมสร้างเหตุระเบิดทางรถไฟใกล้เมืองมุกเดน เหตุการณ์แมนจูเรีย (満州事変) แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการบุกยึดแมนจูเรียทั้งหมด แม้รัฐบาลโตเกียวจะพยายามหยุดยั้ง แต่กองทัพภาคพื้นดินในแมนจูเรียดำเนินการเอง ปี 1932 ญี่ปุ่นจัดตั้งรัฐหุ่นเชิด แมนจูกัว (満州国) โดยยกจักรพรรดิองค์ก่อน ผู่อี๋ (溥儀) ขึ้นเป็นประมุข เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม 15 ปี (十五年戦争) ตามที่นักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนิยมเรียก
ปี 1937 กองทัพญี่ปุ่นปะทะกับกองทัพจีนที่ สะพานหลั่วโกวเฉียว (盧溝橋) ใกล้ปักกิ่ง เกิดเป็นสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (1937-1945) ที่ขยายวงกว้างจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง ในเดือนธันวาคม 1937 กองทัพญี่ปุ่นบุกยึดนานกิงและก่อเหตุสังหารหมู่พลเรือนและผู้สังเกตการณ์ที่ตกอยู่ในเมือง การสังหารหมู่ที่นานกิง (南京大虐殺) คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก ทั้งพลเรือนและทหารที่วางอาวุธ ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังเป็นที่ถกเถียงในญี่ปุ่น แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ประเมินว่ามีตั้งแต่หลายหมื่นถึงหลายแสนคน เหตุการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในบาดแผลที่ลึกที่สุดในความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น และยังคงเป็นประเด็นทางการเมืองในภูมิภาคจนถึงทุกวันนี้
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็เดินหน้าสร้างแนวคิด เขตอิทธิพลร่วมมหาเอเชีย (大東亜共栄圏) โดยอ้างว่าจะปลดปล่อยเอเชียจากลัทธิล่าอาณานิคมของตะวันตก ที่จริงแล้วเป็นการสถาปนาการปกครองของญี่ปุ่นเหนือดินแดนเหล่านั้น ในปี 1940 ญี่ปุ่นเข้าร่วม พันธมิตรสามฝ่าย (三国同盟) กับเยอรมนีและอิตาลี ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นเข้าไปพัวพันกับสงครามโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สงครามมหาสมุทรแปซิฟิกและจุดจบของจักรวรรดิ
ในเช้าวันที่ 7 ธันวาคม 1941 (ตามเวลาท้องถิ่น) กองทัพเรืออากาศญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ในฮาวาย การจู่โจมครั้งนี้ทำให้สหรัฐเข้าสู่สงครามอย่างเป็นทางการ ช่วงแรกญี่ปุ่นได้เปรียบอย่างมาก ยึดฟิลิปปินส์ มลายา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และหมู่เกาะอื่น ๆ ได้ในเวลาไม่นาน แต่เมื่อสหรัฐฟื้นตัว ชะตากรรมของสงครามก็เริ่มพลิก
ยุทธนาวีที่มิดเวย์ (มิถุนายน 1942) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ญี่ปุ่นเสียเรือบรรทุกเครื่องบินหลักไปสี่ลำ ต่อมาในยุทธนาวีที่ทะเลฟิลิปปินส์และมาเรียนา (1944) กองทัพเรือญี่ปุ่นเสียกำลังอย่างหนัก สหรัฐใช้ยุทธวิธี กระโดดเกาะ (island hopping) ยึดเกาะที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ทีละแห่ง เมืองญี่ปุ่นถูกทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ ที่สำคัญที่สุดคือ การทิ้งระเบิดโตเกียวครั้งใหญ่ (東京大空襲, มีนาคม 1945) ที่คร่าชีวิตผู้คนราวแสนคน และทำลายเมืองเป็นบริเวณกว้าง
การรบที่โอกินาวะ (เมษายน-มิถุนายน 1945) มีผู้เสียชีวิตพลเรือนญี่ปุ่นจำนวนมาก เป็นสัญญาณว่าสงครามกำลังกลับมาถึงแผ่นดินหลัก ในช่วงนี้เอง รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มใช้เครื่องบิน กามิกาเซะ (神風) หรือที่คนไทยคุ้นในชื่อ พายุศักดิ์สิทธิ์ นักบินจะพุ่งเครื่องบินที่บรรจุระเบิดเข้าชนเรือของฝ่ายสัมพันธมิตรโดยยอมสละชีวิต
ฮิโรชิมา นางาซากิ และการยอมจำนน
ในวันที่ 6 สิงหาคม 1945 เครื่องบินทิ้งระเบิด เอโนลา เกย์ ของสหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกที่เมืองฮิโรชิมะ สามวันต่อมา นางาซากิถูกทิ้งระเบิดลูกที่สอง ผู้คนหลายแสนคนเสียชีวิตทั้งทันทีและจากรังสีในระยะยาว ในวันที่ 9 สิงหาคม สหภาพโซเวียตประกาศสงครามกับญี่ปุ่นและบุกแมนจูเรีย ทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียทางเจรจา
วันที่ 15 สิงหาคม 1945 จักรพรรดิโชวะทรงอ่าน ประกาศรับความพ่ายแพ้ (玉音放送) ทางวิทยุ ถือเป็นครั้งแรกที่พระองค์ทรงพูดกับประชาชนโดยตรง วันที่ 2 กันยายน ปีเดียวกัน ญี่ปุ่นเซ็น ตราสารยอมจำนน บนเรือ มิสซูรี (USS Missouri) ในอ่าวโตเกียว สงครามมหาสมุทรแปซิฟิกจบลง
ต่อมาในปี 1946 จักรพรรดิโชวะทรงออก ปฏิญญาว่าด้วยความเป็นมนุษย์ (人間宣言) ปฏิเสธอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของจักรพรรดิ ปี 1947 รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (日本国憲法) มีผลบังคับใช้ มาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญยกเลิกการทำสงครามเป็นองค์ประกอบของอำนาจอธิปไตย ญี่ปุ่นยุคใหม่เริ่มต้นที่นี่ จักรวรรดิญี่ปุ่นถูกยุบเลิกอย่างเป็นทางการ อำนาจของจักรพรรดิกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้ง
อะไรยังเหลืออยู่จากญี่ปุ่นจักรวรรดิ
เส้นทางของญี่ปุ่นจักรวรรดิสอนอะไรหลายอย่างที่ยังคงมีความหมาย เริ่มจากระบบศักดินาที่ปกครองมายาวนาน ญี่ปุ่นเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองแบบทั้งหมด ไม่ใช่ทีละนิด เขาใช้เวลาแค่รุ่นเดียวสร้างรัฐสมัยใหม่ที่มีรัฐธรรมนูญ กองทัพสมัยใหม่ อุตสาหกรรม และกองเรือรบ แต่ความเร็วนั้นก็แลกมาด้วยความไม่สมดุล การทหารเติบโตเร็วกว่าสถาบันทางการเมือง กองทัพเริ่มแทรกแซงการเมืองและลากประเทศเข้าสู่สงคราม จนกระทั่งสูญเสียทุกอย่างในปี 1945
สิ่งที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่นไม่ได้ปฏิเสธอดีตทั้งหมดหลังแพ้สงคราม รัฐธรรมนูญปี 1947 ก็ยังคงรักษาสถาบันจักรพรรดิไว้ แม้จะตัดอำนาจทางการเมืองออกหมด นั่นทำให้การเปลี่ยนผ่านของญี่ปุ่นราบรื่นกว่าที่อาจจะเป็นไปได้มาก และเปิดทางให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
ถ้าคุณสนใจเจาะลึกเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูเมจิ ยุคไทโช สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง หรือการสังหารหมู่ที่นานกิง ผมแนะนำให้อ่านหนังสือของ Andrew Gordon เรื่อง A Modern History of Japan เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หรือถ้าอยากเห็นภาพรวมแบบสั้น ลองดูสารคดีของ NHK เรื่อง Japan's War in Color บน YouTube ก็ช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น
แล้วถ้ามีช่วงไหนของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่คุณอยากให้ผมขยายความต่อ ลองบอกผมได้เลยครับ
ชุมชน
ความคิดเห็น
0 ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็นที่เผยแพร่ในภาษานี้
ส่งความคิดเห็น