เกือบจะแน่นอนเลยว่าคุณเคยเห็นฉากนี้มาก่อนในอนิเมะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง: ตัวละครเดินเข้าร้านขนมหวานเล็กๆ ที่น่ารัก มองตู้โชว์อย่างใจเย็น แล้วชี้ไปที่เค้กสีขาวที่ปกคลุมด้วยสตรอว์เบอร์รีแดงสด เค้กนี้มีชื่อว่า いちごケーキ (ichigo kēki แปลตรงตัวว่า "เค้กสตรอว์เบอร์รี") เป็นหนึ่งในเค้กที่คนญี่ปุ่นรักมากที่สุด รสชาติเบา มีกลิ่นนมนิดๆ และสดชื่น เหมาะตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ดื่มชาอย่างสบายๆ ไปจนถึงโต๊ะวันเกิดที่ตกแต่งอย่างปราณีต
สิ่งที่ทำให้เค้กนี้น่าหลงใหลก็คือความเรียบง่าย ทุกอย่างตั้งอยู่บนเสาหลักสามประการ ได้แก่ เนื้อเค้ก (สปันจ์) ที่นุ่มฟู น้ำเชื่อมกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของเนื้อเค้ก และชั้นวิปครีมสดกับสตรอว์เบอร์รีอย่างเต็มที่ แค่นั้นจริงๆ ถึงจะฟังดูเรียบง่าย แต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็ดูสง่างามเสียจนนำไปวางในตู้โชว์ของร้านขนมในอนิเมะ slice of life เรื่องไหนก็ไม่ขัดเขิน
เค้กนี้ควรเสิร์ฟแบบเย็นเสมอ และเข้ากันได้ทั้งเครื่องดื่มเย็นและเครื่องดื่มร้อน โดยเฉพาะชาดำหรือชาเขียวที่มีรสนุ่ม แม้เวอร์ชันสตรอว์เบอร์รีจะเป็นที่นิยมที่สุดในญี่ปุ่น แต่คุณสามารถสลับผลไม้ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ล เมลอน มะม่วง หรือลูกพลับ (柿 kaki) ตำราอาหารญี่ปุ่นหลายเล่มแนะนำลูกพลับสำหรับฤดูหนาว เพราะเป็นผลไม้ตามฤดูกาลและให้รสฝาดเล็กน้อย คล้ายน้ำผึ้ง ซึ่งเข้ากับวิปครีมได้เป็นอย่างดี

เนื่องจากเป็นเค้กที่ต้องแช่เย็น จึงมีอายุการเก็บรักษาประมาณ 3 วัน หลังจากนั้นผลไม้จะเริ่มแห้งหรืออาจมีเชื้อรา ผมจึงแนะนำให้ทานภายใน 1-2 วันหลังทำเสร็จ เค้กนี้ทำเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ การทำเนื้อเค้ก น้ำเชื่อม และการประกอบกับผลไม้กับวิปครีม แค่รอให้เนื้อเค้กและน้ำเชื่อมเย็นลงก่อน แล้วใช้เวลาระหว่างนั้นเตรียมส่วนอื่น โอกาสที่จะเสียเวลาจึงแทบไม่มีเลย ถ้าวันนั้นไข่หรือเนยในตู้เย็นเหลือน้อย ก็ใช้นมผงหรือวิปครีมทางพืชทดแทนได้สบายๆ ในความเป็นจริง เค้กนี้แพร่หลายไปทั่วโลก มีสูตรนับพันที่มีทั้งสตรอว์เบอร์รีด้านนอกและด้านใน
สารบัญ 12
สูตรเค้กสตรอว์เบอร์รี
ปริมาณด้านล่างนี้คำนวณสำหรับพิมพ์กลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 ซม. (7 นิ้ว) หรือ 20 ซม. (8 นิ้ว) หนึ่งพิมพ์ ได้เค้กสูงประมาณ 8-10 ซม. เหมาะสำหรับ 6-8 คน เป็นปริมาณที่กินเป็นของหวานหลังมื้อเย็นได้อย่างสบายๆ
ส่วนผสม - เนื้อเค้ก (สปันจ์)
- ไข่ไก่ 4 ฟอง (ฟองใหญ่ แยกไข่แดงและไข่ขาว)
- น้ำตาลทราย 110 กรัม
- แป้งเค้ก (หรือแป้งสาลีอเนกประสงค์) 110 กรัม ร่อน 2 ครั้ง
- นม 2 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 30 มล.)
- เนยจืด 30 กรัม ละลาย (หรือใช้มาร์การีนแทนได้)
- เกลือ 1 หยิบมือ
ส่วนผสม - น้ำเชื่อม
- น้ำเปล่า 200 มล.
- น้ำตาลทราย 80 กรัม
- วานิลลาเอสเซนส์ 1 ช้อนชา (หรือใช้เหล้า เช่น บรั่นดี 1 ช้อนโต๊ะแทน)
ส่วนผสม - ไส้และหน้าเค้ก
- วิปครีม (heavy cream) 350 มล. ความเข้มข้นไขมัน 35% ขึ้นไป
- น้ำตาลไอซิ่ง 30 กรัม
- วานิลลาเอสเซนส์ 1 ช้อนชา
- สตรอว์เบอร์รีสด 400-500 กรัม ควรเลือกลูกสม่ำเสมอ ผิวสวย และไม่ช้ำ
ขั้นตอนที่ 1 - เนื้อเค้ก (สปันจ์)
อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 170°C เตรียมพิมพ์กลมขนาด 18-20 ซม. ทาเนยบางๆ ให้ทั่วแล้วรองกระดาษไขที่ก้นพิมพ์ ใส่ไข่ขาวลงในอ่างผสมที่สะอาดและปราศจากคราบไขมัน ตีด้วยเครื่องตีไฟฟ้าความเร็วปานกลางจนเริ่มเป็นฟอง แล้วค่อยๆ ใส่น้ำตาลทรายทีละนิด ตีต่อจนไข่ขาวตั้งยอดแข็งเป็นเมอแรงค์ พอยกหัวตีขึ้นแล้วยอดตั้งเป็นปลายแหลมไม่ล้ม ค่อยลดความเร็วลงแล้วใส่ไข่แดงทีละฟอง ตามด้วยเนยละลายและนม ตีเบาๆ พอให้เข้ากัน
ร่อนแป้งลงในส่วนผสมทั้งหมด ใช้ spatula ตะล่อมเบาๆ จากด้านล่างขึ้นด้านบน อย่าตีจนแป้งเนียนเกินไปเพราะจะทำให้เนื้อเค้กแน่น เทส่วนผสมลงในพิมพ์ เคาะพิมพ์เบาๆ ให้ฟองอากาศใหญ่ๆ ขึ้นมา แล้วใช้ไม้จิ้มฟองเขี่ยฟองอากาศที่ผิวหน้า นำเข้าเตาอบ 25-30 นาที จนเนื้อเค้กเป็นสีน้ำตาลทองอ่อนๆ ทดสอบด้วยไม้จิ้มฟอง แทงลงกลางเค้ก ถ้าดึงขึ้นมาแล้วไม่มีแป้งติด แสดงว่าสุก พักเค้กในพิมพ์ 10 นาที แล้วคว่ำออกมาวางบนตะแกรงให้เย็นสนิท ทำเนื้อเค้กให้ได้ 2 แผ่น ถ้าอยากให้เค้กสูงโดดเด่นแบบในร้านขนมญี่ปุ่น ให้แบ่งเป็น 3 ชั้นบางๆ ก็จะดูพรีเมียมขึ้นมาก
ขั้นตอนที่ 2 - น้ำเชื่อม
ใส่น้ำเปล่าและน้ำตาลทรายลงในหม้อเล็ก ตั้งไฟกลาง คนจนน้ำตาลละลายหมด ยกลง ใส่วานิลลาเอสเซนส์หรือเหล้าที่เลือก คนให้เข้ากัน พักให้เย็น ถ้าชอบกลิ่นชาก็ใส่ใบชาเขียว 1-2 ใบลงไปต้มด้วยกันได้ จะได้น้ำเชื่อมกลิ่นมัทฉะอ่อนๆ น้ำเชื่อมนี้สำคัญมาก เพราะจะซึมเข้าเนื้อเค้ก ทำให้เค้กชุ่มชื้น ไม่แห้งเมื่อแช่เย็นข้ามคืน
ขั้นตอนที่ 3 - วิปครีมและสตรอว์เบอร์รี
เทวิปครีมลงในอ่างแช่เย็น (หรืออ่างที่ตั้งในอ่างน้ำแข็ง) ใส่น้ำตาลไอซิ่งและวานิลลาเอสเซนส์ ตีด้วยความเร็วต่ำก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็นความเร็วสูง ตีจนวิปครีมตั้งยอดอ่อน (soft peak) คือยอดโค้งมนปลายห้อยลงเล็กน้อย อย่าตีจนแข็งเกินไป เพราะตอนทาบนเค้กจะแตกและดูไม่เนียน
ล้างสตรอว์เบอร์รี ปลิดขั้ว ซับให้แห้ง ตัดขั้วออก แล้วผ่าครึ่งตามยาว ลูกที่สวยที่สุดเตรียมไว้สำหรับตกแต่งหน้าเค้ก ลูกที่เหลือใช้เป็นไส้และวางเรียงด้านข้าง ถ้าเป็นสตรอว์เบอร์รีญี่ปุ่นสายพันธุ์ดังอย่าง あまおう (amaou) หรือ 紅ほっぺ (benihoppe) ก็จะหวานเข้มข้น แต่สตรอว์เบอร์รีทั่วไปที่หาซื้อง่ายในไทยก็ใช้ได้สบายๆ แค่เลือกลูกที่แน่น สีสด ไม่มีรอยช้ำ

การประกอบเค้ก
วางเนื้อเค้กแผ่นแรกบนจานเสิร์ฟหรือบนฐานเค้ก ใช้แปรงทาน้ำเชื่อมให้ทั่วผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ทาหนาได้เลย เพราะเนื้อเค้กจะดูดซับน้ำเชื่อมจนหมด จากนั้นตักวิปครีมประมาณ 1 ใน 3 ลงบนเค้ก เกลี่ยด้วย spatula ให้ทั่วเป็นชั้นหนาสม่ำเสมอ วางสตรอว์เบอร์รีผ่าครึ่งคว่ำหน้าลง ชิดขอบเค้กด้านในเป็นวงกลม แล้ววางอีกชั้นเพื่อเติมเต็มตรงกลาง ปิดทับด้วยเนื้อเค้กแผ่นที่สอง ทาน้ำเชื่อมอีกครั้ง แล้วทาวิปครีมที่เหลือทั้งหมดให้ทั่วทั้งด้านบนและด้านข้าง
ใช้ spatula ปาดข้างเค้กให้เรียบ จากนั้นตกแต่งด้านบนด้วยสตรอว์เบอร์รีสวยๆ ที่เตรียมไว้ วางเรียงเป็นรูปพัดหรือวงกลมซ้อนกัน แบบที่เห็นในร้านเบเกอรี่ญี่ปุ่น แช่เย็นอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนเสิร์ฟ เพื่อให้เค้กเซ็ตตัวและน้ำเชื่อมซึมเข้าเนื้อเค้กอย่างทั่วถึง ถ้าอยากให้ขอบคมกริบ ให้แช่เย็นข้ามคืนจะดีที่สุด
เคล็ดลับที่ทำให้เค้กออกมาดี
เคล็ดลับแรกคืออุณหภูมิของไข่ ไข่ที่ตีให้เป็นเมอแรงค์ควรอยู่ที่อุณหภูมิห้อง ไม่ใช่จากตู้เย็น เพราะไข่ที่อุ่นจะตีขึ้นฟองได้ดีกว่าและได้ปริมาตรมากกว่า เคล็ดลับที่สองคืออย่าเปิดเตาอบระหว่างอบ ลมร้อนจะหลุดออก เค้กจะยุบตัว เคล็ดลับที่สามคือการพักเค้กในพิมพ์ก่อนคว่ำ ถ้าคว่ำทันทีเค้กจะหักหรือยุบ ปล่อยให้พักอย่างน้อย 10 นาที เพื่อให้โครงสร้างเค้กเซ็ตตัว
ถ้าตีเมอแรงค์ไม่ขึ้นยอด มักเป็นเพราะอ่างหรือหัวตีมีคราบไขมันหรือน้ำมันติดอยู่ ใช้กระดาษทิชชู่ชุบน้ำส้มสายชูหรือน้ำมะนาวเช็ดให้สะอาดก่อน จะช่วยได้มาก สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้อบในพิมพ์ขนาด 20 ซม. ก่อน เพราะจะให้เค้กที่ไม่สูงมาก ง่ายต่อการคว่ำและตัดแบ่งชั้น
การดัดแปลงตามฤดูกาล
นอกจากสตรอว์เบอร์รีซึ่งเป็นตัวเอกในฤดูหนาวถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ คุณสามารถปรับเปลี่ยนผลไม้ตามฤดูกาลได้อย่างอิสระ ฤดูร้อนลองใช้เมลอนญี่ปุ่น (メロン meron) หรือมะม่วงสุกหวาน ฤดูใบไม้ร่วงลองชินมัสแคท (シャインマスカット shine muscat) หรือลูกพีช (桃 momo) ส่วนฤดูหนาวลูกพลับ (柿 kaki) คือตัวเลือกคลาสสิกที่ตำราญี่ปุ่นแนะนำจริงๆ
ถ้าอยากลองเวอร์ชันที่ไม่ใช่ผลไม้ ให้แบ่งแป้งเค้กออก 1 ช้อนโต๊ะ แล้วเติมผงมัทฉะ (抹茶 matcha) ปริมาณ 1 ช้อนชา จะได้เค้กมัทฉะสีเขียวหอมกลิ่นชาเขียว หรือใช้ผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะก็จะได้เค้กช็อกโกแลต ใช้ไอเดียเดียวกันกับวิปครีม เติมมัทฉะลงในวิปครีม 1 ช้อนชา ได้วิปครีมมัทฉะที่เข้ากับสตรอว์เบอร์รีแบบลงตัว
การเก็บรักษาและข้อควรระวัง
เค้กนี้ควรเก็บในตู้เย็นอุณหภูมิ 3-5°C ห่อด้วยฟิล์มอาหารหรือใส่กล่องสูญญากาศ เพื่อป้องกันไม่ให้วิปครีมดูดกลิ่นจากอาหารอื่นในตู้เย็น แนะนำให้ทานภายใน 2-3 วัน หากอยากเก็บนานขึ้น ให้แยกเนื้อเค้กและวิปครีมออกจากกัน เก็บเนื้อเค้กในห่อฟิล์มที่ตู้เย็นได้นานถึง 5 วัน ส่วนวิปครีมที่ตีเสร็จแล้วสามารถเก็บในกล่องปิดสนิทได้ 1-2 วัน แต่ผมแนะนำให้ทาวิปครีมใหม่ตอนเสิร์ฟจะดีกว่า
การแช่แข็งก็ทำได้ ตัดเค้กเป็นชิ้น ห่อฟิล์มให้แน่น แล้วใส่ถุงซิปล็อก เก็บในช่องแช่แข็งได้นานถึง 1 เดือน เวลาจะทาน ย้ายมาตู้เย็นช่องธรรมดา 1 คืนให้ค่อยๆ ละลาย เค้กอาจจะนุ่มน้อยกว่าตอนสดใหม่เล็กน้อย แต่รสชาติยังดีอยู่ หลีกเลี่ยงการอุ่นเค้กในไมโครเวฟ เพราะวิปครีมจะละลายและเค้กจะเสียทรง
โบนัส - อนิเมะกับเค้กจานนี้
ถ้าคุณเป็นแฟนอนิเมะ คุณคงเคยเห็น いちごケーキ ปรากฏตัวในหลายเรื่องด้วยกัน เรื่องที่ฉากร้านขนมชัดเจนที่สุดน่าจะเป็น K-On! (けいおん) ที่ตัวเอกแวะร้านขนมหลังซ้อมวงดนตรีเป็นประจำ หรือ 5 Centimeters per Second (秒速5センチメートル) ที่ช่วงเปิดเรื่องก็มีฉากเค้กสตรอว์เบอร์รีเล็กๆ บนโต๊ะ ในหลาย slice of life เรื่อง เค้กจานนี้ทำหน้าที่เป็นมากกว่าของหวาน มันคือสัญลักษณ์ของช่วงเวลาที่ผู้คนได้แบ่งปันกัน
สำหรับผม การทำเค้กจานนี้ในครัวบ้านๆ ของตัวเองให้ได้รสใกล้เคียงร้านขนมญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในความสุขเล็กๆ ที่อนิเมะสอนผมว่ามันมีอยู่จริง ลองทำดูสักครั้ง แล้วเล่าให้ผมฟังได้ว่าอนิเมะเรื่องไหนที่คุณนึกถึงทุกครั้งที่เห็นเค้กสตรอว์เบอร์รี
ชุมชน
ความคิดเห็น
0 ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็นที่เผยแพร่ในภาษานี้
ส่งความคิดเห็น