คำนาม คำสรรพนาม และพหูพจน์ในภาษาญี่ปุ่นมักทำให้ผู้เริ่มต้นสับสน เพราะระบบของภาษานี้ไม่เดินตามแบบภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษทั้งหมด คำหนึ่งคำอาจหมายถึงสิ่งเดียวหรือหลายสิ่งก็ได้ และหลายครั้งผู้พูดจะละคำสรรพนามออกไปเลยถ้าบริบทชัดเจนอยู่แล้ว
ถ้าคุณเข้าใจสามจุดนี้ตั้งแต่ต้น การอ่านประโยคญี่ปุ่นจะง่ายขึ้นมาก เพราะจะเลิกพยายามหา “คำแปลตรงตัว” ทุกคำ แล้วหันมาดูบทบาทของบริบท ตัวช่วยนับ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดแทน หากยังสับสนเรื่องจำนวนหรือคำบอกปริมาณ ลองดูบทความเรื่อง นิพจน์ปริมาณในภาษาญี่ปุ่น ควบคู่กันไปด้วย
สารบัญ 10
คำนามภาษาญี่ปุ่นคืออะไร
คำนามหรือ 名詞 (meishi) ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ เหตุการณ์ และแนวคิดต่าง ๆ จุดสำคัญคือคำนามภาษาญี่ปุ่นมักไม่เปลี่ยนรูปตามเพศหรือจำนวนเหมือนหลายภาษาในยุโรป คำว่า 猫 (neko) จึงอาจหมายถึง “แมว” หรือ “แมวหลายตัว” ก็ได้ ขึ้นอยู่กับประโยครอบข้าง
- 猫がいる อาจแปลได้ว่า “มีแมวอยู่” หรือ “มีแมวหลายตัวอยู่”
- 猫が二匹いる ชัดเจนว่าหมายถึงแมวสองตัว เพราะมีตัวช่วยนับเข้ามาระบุจำนวน
- 先生 ใช้เรียกครู อาจารย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยตัวคำเองไม่ได้บอกเพศ
นี่เป็นหนึ่งในลักษณะที่ทำให้ภาษาญี่ปุ่นต่างจากภาษาอื่นอย่างชัดเจน และเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เรียนควรอ่านประโยคทั้งก้อน ไม่ใช่แยกตีความทีละคำแบบโดด ๆ
คำนามเฉพาะและคำนามทั่วไป
คำนามภาษาญี่ปุ่นแบ่งแบบง่าย ๆ ได้เป็นคำนามเฉพาะและคำนามทั่วไป คำนามเฉพาะใช้เรียกชื่อที่เจาะจง ส่วนคำนามทั่วไปใช้เรียกหมวดหรือสิ่งของในภาพกว้าง
- คำนามเฉพาะ: 東京都 (Tōkyō-to), 富士山 (Fuji-san), 日本 (Nihon)
- คำนามทั่วไป: 本 (hon), 学生 (gakusei), 映画館 (eigakan), 言葉 (kotoba)
แม้จะแบ่งได้แบบนี้ แต่เมื่ออยู่ในประโยคจริง หน้าที่ของคำนามจะเห็นชัดจากคำช่วยและบริบทมากกว่ารูปคำเอง นี่สอดคล้องกับหลายลักษณะเฉพาะของภาษาในบทความ 30 ลักษณะเฉพาะและคุณลักษณะของภาษาญี่ปุ่น ด้วย
คำสรรพนามในภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ใช้ตรงตัวเสมอไป
คำสรรพนามหรือ 代名詞 (daimeishi) มีอยู่จริงในภาษาญี่ปุ่น แต่การใช้งานไม่ตรงกับภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเสมอไป เจ้าของภาษามักละประธานหรือกรรมออกเมื่อผู้ฟังเดาได้อยู่แล้วว่าใครเป็นใคร จึงทำให้บทสนทนาภาษาญี่ปุ่นฟังเป็นธรรมชาติกว่าถ้าไม่ย้ำคำว่า “ฉัน”, “คุณ” หรือ “เขา” ตลอดเวลา
ในหลายสถานการณ์ การเรียกชื่ออีกฝ่ายตรง ๆ หรือใช้ตำแหน่งอย่าง sensei, senpai หรือชื่อคนพร้อมคำลงท้ายจะฟังดีกว่าการใช้สรรพนามบุรุษที่สองแบบแข็ง ๆ
คำสรรพนามบุรุษที่ 1
- 私 (watashi) ใช้ได้กว้างที่สุด สุภาพและปลอดภัยในหลายบริบท
- 僕 (boku) ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและไม่เป็นทางการเกินไป มักพบในผู้ชาย
- 俺 (ore) กันเองมากกว่าและให้โทนแข็งกว่า ควรระวังเรื่องความสัมพันธ์
- わたくし (watakushi) เป็นทางการมาก ใช้ในงานพิธีหรือธุรกิจบางแบบ
แม้คำเหล่านี้ทั้งหมดจะแปลได้ว่า “ฉัน” หรือ “ผม” แต่ความรู้สึกที่สื่อออกมาไม่เท่ากันเลย การเลือกผิดไม่ได้ทำให้ความหมายหายไปทันที แต่ทำให้ระดับความสุภาพและภาพลักษณ์ของผู้พูดเปลี่ยนได้
คำสรรพนามบุรุษที่ 2 และ 3
ผู้เรียนมักจำว่า あなた แปลว่า “คุณ” แล้วใช้กับทุกคน ซึ่งไม่ปลอดภัยนัก ในภาษาญี่ปุ่นจริง ผู้พูดมักหลีกเลี่ยงคำนี้เมื่อเรียกคนรู้จักโดยตรง และหันไปใช้ชื่อหรือตำแหน่งแทนมากกว่า
- あなた ใช้ได้ในบางบริบท แต่ไม่ได้เป็นกลางเสมอไป
- 君 (kimi) ฟังเป็นกันเอง หรือใช้จากผู้มีสถานะสูงกว่าถึงผู้มีสถานะต่ำกว่า
- お前 (omae) ตรงและแรงกว่าเดิม จึงไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์
- 彼 (kare) และ 彼女 (kanojo) ใช้ได้ แต่ในบทสนทนาจริงก็ยังถูกละบ่อย
- あの人 ช่วยอ้างถึง “คนนั้น” แบบนุ่มนวลกว่าบางกรณี
สรุปง่าย ๆ คือ ภาษาญี่ปุ่นมีสรรพนาม แต่ไม่ได้บังคับให้ใช้ตลอดเวลา ความเป็นธรรมชาติของประโยคมักขึ้นอยู่กับว่าคุณรู้เมื่อไรควรพูด และเมื่อไรควรละไว้
ภาษาญี่ปุ่นแสดงพหูพจน์อย่างไร
ภาษาญี่ปุ่นไม่มีรูปพหูพจน์แบบตายตัวที่เติมท้ายคำนามทุกคำเหมือนภาษาอังกฤษหรือหลายภาษาในยุโรป ส่วนใหญ่ความเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์จะถูกสื่อผ่านบริบท ตัวเลข ตัวช่วยนับ หรือคำเสริมอื่น ๆ
- 本がある อาจหมายถึง “มีหนังสือ” หรือ “มีหนังสือหลายเล่ม”
- 本が三冊ある ชัดเจนว่าเป็นหนังสือสามเล่ม
- 学生が多い บอกโดยนัยว่ามีนักเรียนจำนวนมาก แม้คำนามจะไม่เปลี่ยนรูป
นั่นแปลว่าเวลาอ่านหรือฟัง คุณต้องดูทั้งประโยค ไม่ใช่หวังว่าตัวคำนามจะบอกจำนวนแทนทุกอย่าง
คำลงท้ายที่ใช้สื่อความเป็นกลุ่ม
แม้ภาษาญี่ปุ่นจะไม่มีพหูพจน์แบบทั่วไป แต่ก็มีคำลงท้ายบางตัวที่ช่วยบอกความเป็นกลุ่มหรือความเป็นพหูพจน์ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงคน
- たち เช่น 私たち = พวกเรา, 先生たち = เหล่าครู
- ら เช่น 彼ら = พวกเขา, 僕ら = พวกเราในโทนกันเอง
- 方 (gata) เช่น 先生方 ใช้เพื่อให้เกียรติเมื่อพูดถึงหลายคน
อย่างไรก็ตาม คำลงท้ายเหล่านี้ไม่ได้แทนกันได้ทุกครั้ง และไม่ใช่ว่าคำนามทุกคำจะเติมแล้วเป็นธรรมชาติทันที บางคำใช้เพื่อบอก “กลุ่มของคนคนนั้น” มากกว่าความเป็นพหูพจน์เชิงไวยากรณ์ล้วน ๆ
บริบทสำคัญกว่าการเติมท้ายคำ
ตัวอย่างเช่น 友達 (tomodachi) อาจหมายถึง “เพื่อน” คนเดียวหรือ “เพื่อนหลายคน” ก็ได้ หากผู้พูดต้องการชี้ชัดจริง ๆ อาจเพิ่มตัวเลข ตัวช่วยนับ หรือขยายความในประโยคแทน การพยายามบังคับหาพหูพจน์ให้ทุกคำนามจึงมักทำให้ตีความภาษาญี่ปุ่นแบบแข็งเกินไป
ข้อผิดพลาดที่ผู้เรียนมักเจอ
- คิดว่า あなた ใช้แทน “คุณ” ได้ทุกสถานการณ์
- พยายามแปลคำนามทุกคำให้เป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ทันที ทั้งที่ประโยคยังไม่ให้ข้อมูลพอ
- เข้าใจว่าคำลงท้ายอย่าง たち เป็นพหูพจน์มาตรฐานของทุกคำ
- มองข้ามบทบาทของตัวช่วยนับ เช่น 匹, 冊, 人 ซึ่งช่วยบอกจำนวนได้ชัดกว่าการเปลี่ยนรูปคำนาม
ถ้าจำหลักง่าย ๆ ได้ว่า “คำนามญี่ปุ่นคงรูป สรรพนามถูกละได้ และพหูพจน์มักขึ้นกับบริบท” การอ่านไวยากรณ์ระดับต้นจะคล่องขึ้นทันที
สรุป
คำนาม คำสรรพนาม และพหูพจน์ในภาษาญี่ปุ่นเชื่อมกันด้วยแนวคิดเดียวกัน คือภาษานี้พึ่งพาบริบทมากกว่าการเปลี่ยนรูปคำ คำนามไม่ค่อยเปลี่ยน สรรพนามมีแต่ไม่จำเป็นต้องพูดทุกครั้ง และจำนวนมักถูกอธิบายผ่านตัวเลข คำบอกปริมาณ หรือสถานการณ์รอบข้าง
เมื่อเข้าใจตรรกะนี้แล้ว คุณจะอ่านประโยคญี่ปุ่นได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น และแยกได้ว่าจุดไหนควรดูที่คำศัพท์ จุดไหนควรดูที่คำช่วย และจุดไหนควรปล่อยให้บริบทเป็นตัวเฉลย
ชุมชน
ความคิดเห็น
0 ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็นที่เผยแพร่ในภาษานี้
ส่งความคิดเห็น