ภาษาญี่ปุ่นและภาษาจีนมักถูกมองคล้ายกันโดยคนที่ไม่คุ้นกับภาษาเอเชีย แต่จริงๆ แล้วทั้งสองภาษาต่างกันมาก ทั้งในเรื่องโครงสร้าง การออกเสียง และระบบการเขียน บทความนี้จะพาไปดูความแตกต่างหลักๆ ของทั้งสองภาษา และช่วยมองว่าโดยรวมแล้วภาษาไหนมักจะเริ่มเรียนได้ง่ายกว่ากัน
โครงสร้างและระบบการเขียน
ภาษาญี่ปุ่น: สามระบบการเขียน
ภาษาญี่ปุ่นใช้ระบบการเขียนสามแบบร่วมกัน คือ ฮิรากานะ คาตากานะ และคันจิ ฮิรากานะและคาตากานะเป็นตัวอักษรพยางค์ หรือที่เรียกรวมว่า คานะ และเป็นพื้นฐานของเสียงในภาษาญี่ปุ่น ฮิรากานะมักใช้กับคำพื้นเมืองของญี่ปุ่นและส่วนผันทางไวยากรณ์ ส่วนคาตากานะใช้กับคำยืม ชื่อเฉพาะ และการเน้นบางคำ
คันจิ คืออักษรภาพที่รับมาจากภาษาจีน หากจะอ่านภาษาญี่ปุ่นในชีวิตประจำวันได้คล่องพอสมควร มักต้องรู้คันจิราว 2,000 ตัว ถึงอย่างนั้น การออกเสียงของภาษาญี่ปุ่นก็ยังมักรู้สึกเข้าถึงได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด เพราะมีจังหวะเป็นพยางค์ค่อนข้างชัดเจน

ภาษาจีน: ภาษาโทนเสียงและอักษรภาพ
ภาษาจีนทำงานต่างออกไป มันไม่ได้ใช้ตัวอักษรพยางค์แบบภาษาญี่ปุ่น แต่ใช้ตัวอักษรที่แทนคำหรือแนวคิดโดยตรง การอ่านข้อความทั่วไปให้คล่องมักต้องจำอักษรหลายพันตัว ขึ้นอยู่กับระดับที่ต้องการ
สิ่งที่ทำให้ภาษาจีนยากสำหรับหลายคนคือมันเป็น ภาษาโทนเสียง นั่นหมายความว่าพยางค์เดียวกันสามารถมีความหมายต่างกันได้ตามน้ำเสียงที่ใช้พูด สำหรับผู้เริ่มต้น นี่มักเป็นส่วนที่ท้าทายที่สุด เพราะไม่ได้จำแค่คำ แต่ต้องจำโทนด้วย

ความต่างในภาพรวมของตัวหนังสือ
ถ้าดูตัวอย่างจริงๆ จะเห็นความต่างได้ชัด:
- ภาษาจีน: 不知香积寺数里入云峰 (Bùzhī xiāng jī sì shù lǐ rù yún fēng)
- ภาษาญี่ปุ่น: それは私の最後の「愛してる」 (Sore wa watashi no saigo no "aishiteru")
ข้อความจีนมักดูแน่นและสม่ำเสมอมากกว่า ส่วนภาษาญี่ปุ่นจะผสมคันจิกับฮิรากานะ ทำให้จังหวะของตัวหนังสือต่างออกไป

ความต่างด้านการออกเสียงและเสียงพูด
ภาษาญี่ปุ่น: ชัดเจนและเป็นจังหวะ
ภาษาญี่ปุ่นมักถูกมองว่าออกเสียงค่อนข้างตรงและชัดเจน ระบบเสียงของภาษานี้มีรูปแบบไม่มากนัก และจังหวะการพูดก็ค่อนข้างสม่ำเสมอ สำหรับคนที่พูดภาษาโปรตุเกสหรือภาษาโรมานซ์อื่นๆ จึงมักรู้สึกคุ้นกว่า เพราะเสียงอย่าง ka ta และ sa ฟังดูไม่ไกลตัวมากนัก
แต่ก็ยังมีจุดที่ต้องระวังอยู่เหมือนกัน นั่นคือคำญี่ปุ่นหลายคำออกเสียงเหมือนกันแต่มีความหมายต่างกัน ดังนั้นบริบทจึงสำคัญมากเวลาฟังหรืออ่าน

ภาษาจีน: โทนเสียงทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน
ภาษาจีนกลางยากกว่ามากในเรื่องการออกเสียง ตัวอย่างคลาสสิกคือพยางค์ ma ที่อาจหมายถึง แม่ ป่าน ม้า หรือ ดุว่า ได้ ขึ้นอยู่กับโทนเสียงที่ใช้ นั่นทำให้การเรียนภาษาจีนไม่ใช่แค่การจำคำศัพท์ แต่ต้องฝึกหูไปพร้อมกันด้วย
อีกจุดหนึ่งที่มักถูกพูดถึงคือความยากในการแยกเสียง r และ l บางคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นหรือจีนก็จะรู้สึกว่ามีเสียงบางอย่างที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว เรื่องเล็กๆ แบบนี้แหละที่ทำให้การเรียนภาษาดูมีสีสัน
มุกเรื่อง “ฟูรังโกะ” กับ “ฟลังโกะ”
หนึ่งในมุกที่คนชอบพูดกันคือเรื่องการสับสนระหว่างเสียง r กับ l ในภาษาญี่ปุ่นและจีน ภาษาญี่ปุ่นไม่มีเสียง l แบบเดียวกับภาษาไทยหรืออังกฤษ จึงมักปรับคำต่างชาติให้เข้ากับระบบเสียงของตัวเอง ตัวอย่างเช่นตัวละคร L จาก Death Note จะอ่านเป็น Eru และ Light กลายเป็น Raito ในทางกลับกัน คนจีนจำนวนไม่น้อยก็อาจมีปัญหากับเสียง r จนกลายเป็นที่มาของมุก flango
ภาษาไหนเรียนง่ายกว่ากัน?
ทำไมภาษาญี่ปุ่นมักดูง่ายกว่าในช่วงเริ่มต้น
สำหรับผู้เริ่มต้นหลายคน ภาษาญี่ปุ่นมักดูง่ายกว่าในด้านการออกเสียงและไวยากรณ์ โครงสร้างของภาษาเป็นระบบและค่อนข้างมีเหตุผล แถมฮิรากานะกับคาตากานะก็จำได้ค่อนข้างเร็ว ทำให้ช่วงเริ่มต้นดูเบากว่าที่คิด
ความท้าทายจริงๆ จะมาในช่วงคันจิ เพราะอักษรเดียวอาจอ่านได้หลายแบบ แต่ถึงอย่างนั้น การไม่มีโทนเสียงและรูปประโยคที่ค่อนข้างชัดเจนก็ยังทำให้ภาษาญี่ปุ่นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับมือใหม่
ความท้าทายของภาษาจีน
ภาษาจีนมีข้อดีมากในแง่การใช้งานจริง เพราะเป็นหนึ่งในภาษาที่มีผู้พูดมากที่สุดในโลก จึงเปิดโอกาสด้านธุรกิจและการเดินทางได้มาก ไวยากรณ์ของภาษาจีนในบางแง่ก็เรียบง่ายกว่าภาษาในยุโรป เพราะไม่มีการผันกริยาแบบซับซ้อน ความยากหลักอยู่ที่การออกเสียงและการจำอักษรภาพ
เนื่องจากเป็นภาษาโทนเสียง ผู้เรียนจึงต้องฝึกการฟังอย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าฝึกอย่างต่อเนื่องและได้ยินภาษาจริงบ่อยๆ ก็สามารถไปถึงระดับใช้งานได้แน่นอน
วิดีโอด้านล่างช่วยสรุปความต่างระหว่างภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่นได้เข้าใจง่ายขึ้น
ชุมชน
ความคิดเห็น
0 ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็นที่เผยแพร่ในภาษานี้
ส่งความคิดเห็น