อากิตะอินุ (Akita Inu) และชิบะอินุ (Shiba Inu) เป็นสุนัขญี่ปุ่นสองสายพันธุ์ที่หน้าตาคล้ายกันมาก ทั้งหูรูปสามเหลี่ยมตั้งตรง หางม้วนงออยู่บนหลัง และขนสองชั้นที่หนาแน่น จนคนที่ยังไม่คุ้นกับสุนัขญี่ปุ่นมักแยกไม่ออก ทั้งสองพันธุ์จัดอยู่ในกลุ่มนิฮงเก็ง (日本犬) หรือสุนัขพันธุ์พื้นเมืองญี่ปุ่นทั้งหกสายพันธุ์ ซึ่งล้วนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติของญี่ปุ่น
ชิบะเป็นสายพันธุ์ที่เล็กที่สุดในกลุ่มนี้ และยังถือเป็นพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุด รูปร่างใกล้เคียงหมาป่ามากกว่าอากิตะ และเป็นสุนัขที่รักอิสระที่สุดในบรรดาหกพันธุ์ ส่วนอากิตะเป็นสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นสุนัขญี่ปุ่นเพียงพันธุ์เดียวที่อยู่ในกลุ่มสุนัขขนาดใหญ่ เมื่อโตเต็มวัย ความต่างเรื่องขนาดจะเห็นได้ทันที และเมื่ออยู่ร่วมบ้าน ความต่างเรื่องนิสัยจะชัดยิ่งกว่า

สารบัญ 3
ความแตกต่างระหว่างอากิตะและชิบะ
ความต่างแรกที่วัดได้ชัดที่สุดคือขนาดตัว ตามมาตรฐานสายพันธุ์ของ FCI (Fédération Cynologique Internationale) อากิตะอินุเพศผู้สูงวัดที่ไหล่ประมาณ 67 เซนติเมตร เพศเมีย 61 เซนติเมตร โดยมีความคลาดเคลื่อนได้ 3 เซนติเมตร ส่วนชิบะอินุเพศผู้สูง 39.5 เซนติเมตร เพศเมีย 36.5 เซนติเมตร มีความคลาดเคลื่อนได้ 1.5 เซนติเมตร ในด้านน้ำหนัก ชิบะอยู่ที่ราว 8-11 กิโลกรัม ขณะที่อากิตะหนักตั้งแต่ 30 กิโลกรัมขึ้นไป และมาตรฐานของ FCI ไม่ได้กำหนดน้ำหนักตายตัวของทั้งสองพันธุ์
นิสัยเป็นอีกจุดที่แยกสองพันธุ์ออกจากกัน อากิตะผูกพันกับเจ้าของและสมาชิกในบ้านมาก แต่ระแวงคนแปลกหน้าและสุนัขตัวอื่น โดยเฉพาะสุนัขเพศเดียวกัน จึงต้องฝึกเข้าสังคมตั้งแต่ยังเล็ก และไม่ใช่พันธุ์ที่เหมาะกับผู้เลี้ยงมือใหม่ ชิบะก็ดื้อและรักอิสระพอ ๆ กัน แต่โดยทั่วไปปรับตัวง่ายกว่า เข้ากับเด็กและสัตว์เลี้ยงตัวอื่นได้ดีกว่า จึงอยู่ได้ทั้งบ้านและคอนโดขนาดเล็ก
ทั้งสองพันธุ์มีขนสองชั้นที่ผลัดตามฤดูกาลและต้องแปรงเป็นประจำ อากิตะญี่ปุ่นมีสีแดง ขาว ลายเสือ และสีงา ส่วนชิบะมีสีแดง สีงา ดำและน้ำตาล รวมถึงสีครีม ทั้งคู่มีขนสีอ่อนบริเวณท้อง หน้าอก และด้านในขา ซึ่งนักเพาะพันธุ์เรียกว่าอุราจิโร (urajiro)
เรื่องที่คนสับสนบ่อยที่สุดคืออากิตะอเมริกันกับอากิตะญี่ปุ่น ในญี่ปุ่น อากิตะเคยถูกผสมกับสุนัขพันธุ์มาสทิฟฟ์เพื่อทำหมาต่อสู้ตั้งแต่ปลายยุคเอโดะถึงยุคเมจิ และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารอเมริกันนำอากิตะกลับไปที่สหรัฐฯ แล้วพัฒนาจนได้สุนัขรูปร่างใหญ่กว่าเดิม FCI จึงแยกอากิตะอเมริกันออกเป็นอีกสายพันธุ์ในปี 1999 และเปลี่ยนชื่อทางการเป็น American Akita ในปี 2006

ต้นกำเนิดของอากิตะและชิบะ
อากิตะอินุมีถิ่นกำเนิดที่เมืองโอดาเตะ จังหวัดอากิตะ ทางภาคเหนือของญี่ปุ่น ต้นตระกูลคือสุนัขล่าสัตว์มากิ (matagi inu) ที่ชาวเขานำไปล่าหมี หมูป่า และกวาง ในอดีตจึงถูกเรียกว่าสุนัขโอดาเตะ ต่อมาเมื่อหมาต่อสู้เป็นที่นิยมในญี่ปุ่น อากิตะถูกผสมกับพันธุ์ตัวใหญ่จนสายพันธุ์แท้ลดลงมาก กระทั่งปี 1931 อากิตะกลายเป็นสุนัขพันธุ์แรกของญี่ปุ่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติ และหลังจากนั้นสมาคมอนุรักษ์สุนัขญี่ปุ่นได้ฟื้นฟูพันธุ์แท้ขึ้นใหม่จากสายเลือดเดวะและอิจิโนเซกิ
ชิบะอินุเป็นสายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในกลุ่มสุนัขญี่ปุ่น มีการค้นพบกระดูกสุนัขที่เกี่ยวข้องกับยุคโจมงมากกว่า 200 ชิ้น ชื่อชิบะหมายถึงพุ่มไม้ในภาษาญี่ปุ่น และในภาษาถิ่นของจังหวัดนางาโนะยังแปลว่าเล็ก จึงมีผู้แปลชื่อพันธุ์นี้ว่าสุนัขพุ่มไม้ตัวเล็ก เดิมชิบะถูกใช้ล่าสัตว์ขนาดเล็กอย่างนกและกระต่าย ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง สายพันธุ์เกือบสูญพันธุ์จากภาวะขาดแคลนอาหารและการระบาดของไข้หัดสุนัข สุนัขรุ่นหลังทั้งหมดจึงสืบสายเลือดจากสามสายหลัก คือชินชูชิบะจากนางาโนะ มิโนะชิบะจากกิฟุ และซังอิงชิบะจากทตโตะริกับชิมะเนะ ก่อนที่ในปี 1936 ชิบะจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติเช่นเดียวกับอากิตะ
ปัจจุบันทั้งสองพันธุ์ได้รับความนิยมในหลายประเทศ และถูกเลี้ยงเป็นสุนัขครอบครัวมากกว่าสุนัขล่าเนื้อแบบในอดีต อย่างไรก็ตาม สัญชาตญาณเดิมยังเหลืออยู่ ทั้งการหวงอาณาเขต การไล่สัตว์เล็ก และความจำเป็นในการออกกำลังกายทุกวัน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอากิตะและชิบะ
- อากิตะที่โด่งดังที่สุดคือ ฮาจิโก สุนัขที่เกิดในปี 1923 และเฝ้ารอเจ้าของที่สถานีชิบูยะทุกวันหลังเจ้าของเสียชีวิตในปี 1925 จนกระทั่งตัวมันเองเสียชีวิตในปี 1935 เรื่องราวของมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความภักดี และมีการสร้างรูปปั้นของมันที่สถานีชิบูยะในปี 1934
- ในตลาดไทย ลูกชิบะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 40,000-70,000 บาท ส่วนลูกอากิตะเริ่มที่ประมาณ 60,000 บาทขึ้นไป และตัวที่นำเข้าจากญี่ปุ่นอาจมีราคาสูงถึงหลักแสน
- อากิตะชอบหิมะมาก เพราะเป็นสุนัขจากแถบอากาศหนาวทางตอนเหนือของญี่ปุ่น
- อากิตะและชิบะต้องการออกกำลังกายทั้งร่างกายและสมองทุกวัน อากิตะควรมีพื้นที่กว้างให้วิ่งและเดินไกล เพราะเป็นสุนัขขนาดใหญ่ที่สะสมพลังได้มาก
- หัวหอมและกระเทียมเป็นพิษต่อสุนัขทุกสายพันธุ์ เพราะทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงและทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ไม่ใช่แค่กับอากิตะเท่านั้น
- ชิบะมีแนวโน้มเป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังและโรคข้อเข่าเคลื่อน จึงควรตรวจสุขภาพและดูแลขนอย่างสม่ำเสมอ
- ทั้งอากิตะและชิบะเป็นสุนัขหวงอาณาเขต จึงต้องฝึกเข้าสังคมและวางขอบเขตตั้งแต่ยังเล็ก
- ชิบะชื่อดังชิบะซังประจำร้านขายยาสูบซูซูกิในเมืองโคกาเนอิ โตเกียว โด่งดังไปทั่วโลกจากการเลื่อนหน้าต่างร้านมารับลูกค้า จนกระทั่งร้านปิดในวันที่ 30 ตุลาคม 2015
- ชิบะยังเป็นดาวในโลกออนไลน์ผ่าน มีม Doge ของคาโบสุ สุนัขชิบะที่กลายเป็นภาพจำติดอินเทอร์เน็ตไปทั่วโลก
การเลือกเลี้ยงอากิตะหรือชิบะจึงขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตมากกว่าหน้าตา อากิตะเหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่เพียงพอ มีเวลาให้สุนัขได้ออกกำลังกายและเข้าสังคม และผู้เลี้ยงที่มีประสบการณ์กับสุนัขขนาดใหญ่มาก่อน ส่วนชิบะเหมาะกับบ้านหรือคอนโดขนาดเล็กกว่า สำหรับคนที่พร้อมรับมือความดื้อและความรักอิสระของมัน ทั้งสองพันธุ์ผูกพันกับคนในบ้านและอยู่ร่วมกันได้นับสิบปี สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนรับมาเลี้ยงคือรั้วและสายจูงที่แข็งแรง เพราะชิบะขึ้นชื่อเรื่องการหลุดออกไปสำรวจรอบบ้านอยู่เสมอ และอากิตะก็ต้องมีรั้วที่มั่นคงพอจะกั้นสุนัขที่มีน้ำหนัก 30 กิโลกรัมขึ้นไป



ชุมชน
ความคิดเห็น
0 ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็นที่เผยแพร่ในภาษานี้
ส่งความคิดเห็น