ยุคอาสึกะ (飛鳥時代) อยู่ในช่วงปี 538 ถึง 710 ซึ่งเป็นหนึ่งในยุคที่สำคัญมากของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ศิลปะ สถาปัตยกรรม พุทธศาสนา และรัฐบาลยามาโตะเริ่มพัฒนาไปพร้อมกัน ถ้าจะเข้าใจญี่ปุ่นโบราณให้ดี ยุคนี้คือจุดเริ่มต้นที่มองข้ามไม่ได้เลย
อาสึกะในปัจจุบันคือเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของ เมืองนารา จนถึงทุกวันนี้ยังพอเห็นร่องรอยของยุคนี้ผ่านสถาปัตยกรรมและบรรยากาศในพื้นที่อยู่บ้าง
เวลาพูดถึงยุคอาสึกะ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงยุคที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและ สถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ชื่อนี้เองก็ถูกเสนอโดยนักวิชาการด้านศิลปะอย่าง Sekino Tadasu และ Okakura ราวปี 1900
ในช่วงนั้น ญี่ปุ่นยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนชื่อจาก Wa (倭) มาเป็น Nihon (日本) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศกำลังก้าวไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองมากขึ้น

ประวัติและที่มาของยุคอาสึกะ
อาสึกะไม่ใช่แค่ชื่อของเมือง แต่เป็นชื่อที่ใช้เรียกช่วงเวลาสำคัญที่ศิลปะและศาสนาเติบโตอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นว่ายุคนี้เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นค่อยๆ รวมรูปแบบของรัฐ ศิลปะ และความเชื่อเข้าด้วยกัน
ในช่วงเดียวกันนี้ ญี่ปุ่นก็รับอิทธิพลจากจีนอย่างมาก ทั้งในด้านการปกครองและวัฒนธรรม ซึ่งทำให้รูปแบบต่างๆ ถูกปรับเข้ากับบริบทของญี่ปุ่นเองมากขึ้น ไม่ได้เป็นการรับมาแบบตรงๆ อย่างเดียว
ถ้าอยากเข้าใจภาพรวมของพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับยุคนี้ได้ดีขึ้น ลองดู เมืองนารา ควบคู่ไปด้วย เพราะพื้นที่นี้ยังคงเก็บร่องรอยของประวัติศาสตร์เอาไว้ค่อนข้างชัด

รัฐบาลยามาโตะในยุคอาสึกะ
รัฐบาลยามาโตะหรือที่เรียกกันว่ายุคยามาโตะ เป็นระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ของญี่ปุ่นที่ดำเนินการโดยราชสำนักยามาโตะ ช่วงนี้เองที่ญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนจากการแย่งชิงอำนาจของตระกูลต่างๆ ไปสู่การมีโครงสร้างรัฐที่ชัดเจนมากขึ้น
ก่อนหน้านั้น ดินแดนญี่ปุ่นยังถูกแข่งขันโดยหลายตระกูล แต่ราชวงศ์ยามาโตะค่อยๆ รวมชาติได้ตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 2 แม้จะมีความขัดแย้งอยู่บ้าง แต่ก็ยังรักษาความสงบได้พอสมควร ทำให้วัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมพัฒนาได้ต่อเนื่อง โดยมีจีนเป็นต้นแบบในหลายด้าน
ช่วงต้นของยุค ตระกูล Soga-no-Umako สามารถเข้าใกล้ราชสำนักได้ผ่านการแต่งงาน ต่อมาในปลายศตวรรษที่ 7 จักรพรรดินี Suiko ได้ขึ้นครองอำนาจ และหลานชายของเธอคือเจ้าชายโชโทคุก็กลายเป็นบุคคลสำคัญของยุคนี้

เจ้าชายโชโทคุและการขยายพุทธศาสนา
เจ้าชายโชโทคุเป็นพุทธศาสนิกชนและยังให้ความสำคัญกับคำสอนของลัทธิขงจื๊อด้วย เขามีบทบาทสำคัญในการทำให้พุทธศาสนาแพร่หลายในญี่ปุ่นมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ยุคนี้มักถูกเชื่อมโยงกับการสร้าง วัดพุทธขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น
เขายังพัฒนารัฐธรรมนูญสิบเจ็ดบทความ (十七 条 憲法) ซึ่งเน้นคุณธรรม หน้าที่ และพฤติกรรมที่คาดหวังจากข้าราชการและผู้ใต้ปกครอง ฟังดูเป็นเรื่องการเมืองในปัจจุบัน แต่ในยุคนั้นศาสนาและแนวคิดเรื่องการปกครองเชื่อมกันแน่นมาก
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการนำปฏิทินจีนมาใช้ เจ้าชายโชโทคุไม่ได้แค่คัดลอกแนวคิดจากต่างประเทศ แต่ปรับให้เข้ากับบริบทของญี่ปุ่น และยังส่งนักเรียนไปเรียนที่จีนเพื่อเอาความรู้กลับมาพัฒนาประเทศอีกด้วย
ถ้าอยากเห็นภาพยุคนี้มากขึ้น ลองนึกถึงภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Shotoku Taishi ซึ่งเล่าเรื่องในช่วงศตวรรษที่ 6 ได้ค่อนข้างดี

การปฏิรูปหลังการเสียชีวิตของเจ้าชาย
เจ้าชายโชโทคุเสียชีวิตในปี 622 ขณะอายุ 48 ปี หลังจากนั้นตระกูล Soga ก็ยิ่งมีอำนาจมากขึ้น ต่อมาในปี 645 จักรพรรดิ Kotoku ได้ออกชุดแนวปฏิบัติที่รู้จักกันในชื่อการปฏิรูปไทกะ (Taika Reforms) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากโครงสร้างการปกครองของจีน
การปฏิรูปนี้ช่วยให้การบริหารที่ดินดีขึ้นและทำให้ราชสำนักมีอำนาจมากขึ้นด้วย
ช่วงท้ายของยุคอาสึกะถูกทำเครื่องหมายด้วยการจัดระเบียบการบริหารใหม่ที่เรียกว่าประมวลกฎหมาย Taiho ซึ่งเป็นการปรับปรุงระบบ Ritsuryo อีกครั้ง เดิมทีได้รับแรงบันดาลใจจากจีน แต่ก็ถูกปรับให้เหมาะกับญี่ปุ่นมากขึ้น และลัทธิขงจื๊อก็มีอิทธิพลต่อกฎหมายชุดนี้ด้วย จึงทำให้บทลงโทษไม่รุนแรงเท่าบางระบบของจีน
ลัทธิเต๋าและอิทธิพลต่อญี่ปุ่น
นอกจากพุทธศาสนาแล้ว ลัทธิเต๋าก็เริ่มมีอิทธิพลในญี่ปุ่นมากขึ้นในยุคอาสึกะ ลัทธิเต๋าไม่ได้ถูกมองว่าเป็นศาสนาอย่างเดียว แต่เป็นชุดคำสอนและปรัชญาที่เน้นการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ
เหมือนกับพุทธศาสนา ลัทธิเต๋าก็ได้รับอิทธิพลจากจีนเช่นกัน ในศตวรรษที่ 7 มีการสร้างวัดบนภูเขา Tonomine ไม่นานหลังจากนั้น คำสอนของลัทธิเต๋าก็ผสมกับชินโตและพุทธศาสนา จนเกิดพิธีกรรมแบบใหม่ขึ้นมา

วัฒนธรรมของยุคอาสึกะ
ความเชื่อทางศาสนามีอิทธิพลต่อยุคนี้อย่างมาก จึงไม่แปลกเลยที่มีวัดจำนวนมากสร้างขึ้นเพื่อรองรับความเชื่อนั้น แต่ไม่ใช่แค่วัดเท่านั้น ยังมีภาพวาดและประติมากรรมด้วย ซึ่งหลายชิ้นก็เกี่ยวข้องกับ พุทธศาสนา
ประติมากรรมมีความสำคัญต่อการบูชา จึงยังมีบางชิ้นที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน หลายชิ้นถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ เพราะนั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์
แต่ละชิ้นแสดงอิทธิพลทั้งจากท้องถิ่นและจากภายนอก เช่น จีนและภูมิภาคอื่นๆ ในเอเชีย น่าเสียดายที่ภาพวาดจากยุคนี้เหลือไม่มาก เพราะสูญหายไปตามกาลเวลา
สิ่งหนึ่งที่มักสะดุดตาเมื่อศึกษาเรื่องยุคสมัยต่างๆ คือเครื่องแต่งกาย มันช่วยให้เราเห็นว่าคนในยุคนั้นใช้ชีวิตอย่างไร และยังสะท้อนวัฒนธรรมด้วย ในช่วงการปฏิรูปไทกะ (645) เครื่องแต่งกายที่จักรพรรดิและคนใกล้ชิดราชสำนักนิยมใช้คือหมวกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Kanmuri
ยุคอาสึกะคือช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านจากอิทธิพลภายนอกไปสู่การสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งทำให้ยุคนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคต่อมา
ชุมชน
ความคิดเห็น
0 ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็นที่เผยแพร่ในภาษานี้
ส่งความคิดเห็น