Chuunibyou คือคำที่ชาวญี่ปุ่นใช้เรียกช่วงวัยที่คนคนหนึ่งเริ่มอยากดูพิเศษกว่าคนรอบตัว พูดใหญ่เกินจริง สร้างภาพให้ตัวเอง หรืออินกับโลกแฟนตาซีจนเผลอเอามาปนกับชีวิตประจำวัน คำนี้แปลตรงตัวได้ประมาณว่า “โรคเด็ก ม.2” แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นสแลงทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ชื่อโรคทางการแพทย์
เหตุผลที่คำนี้ติดหูแฟนอนิเมะมากก็เพราะมันอธิบายพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดมากในวัยรุ่นญี่ปุ่น ทั้งความอยากเท่ ความเขินที่ไม่อยากธรรมดา และความรู้สึกว่า “ฉันต้องมีอะไรพิเศษกว่านี้” ถ้าคุณเคยเจอคนที่ชอบพูดเหมือนตัวเองมีพลังลับ มีอดีตลึกลับ หรือชอบทำท่าเหมือนอยู่ในเรื่องแอ็กชัน นั่นแหละคือภาพจำแบบ Chuunibyou ที่คนญี่ปุ่นนึกถึงทันที
ถ้าคุณสนใจคำใกล้เคียงในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ลองอ่านต่อที่ Otaku คืออะไร, Hikikomori หรือ NEET คืออะไร และ Weeaboo หมายถึงอะไร เพื่อเห็นความต่างของแต่ละคำให้ชัดขึ้น

สารบัญ 9
Chuunibyou หมายถึงอะไรแบบเข้าใจง่าย
ตามคำอธิบายของพจนานุกรมญี่ปุ่น คำนี้ใช้ล้อพฤติกรรมแบบวัยรุ่นที่มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ธรรมดา พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัย หรือสร้างภาพลักษณ์ที่เว่อร์กว่าความจริง จุดสำคัญอยู่ที่ “ความอยากโดดเด่น” มากกว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพจิต
เพราะแบบนี้ Chuunibyou จึงมักถูกใช้ทั้งในเชิงแซวและเชิงเอ็นดู บางคนผ่านช่วงนี้ไปเร็ว บางคนเก็บนิสัยบางอย่างไว้ตอนโต เช่น ชอบใช้คำเท่ ๆ ที่คนอื่นไม่ค่อยใช้ ชอบสร้างเรื่องเล่าว่าตัวเองมีอดีตลึกลับ หรือชอบวางท่าทีเย็นชาเพื่อให้ดูน่าค้นหา
สิ่งที่ควรจำคือคำนี้ไม่ได้หมายความว่าคนนั้น “ป่วย” จริง ๆ แต่มันเป็นฉลากทางวัฒนธรรมที่ใช้พูดถึงความเขิน ความโอเวอร์ และความพยายามสร้างตัวตนแบบวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ
ลักษณะที่คนมักนึกถึงเมื่อพูดถึง Chuunibyou
เวลาได้ยินคำว่า Chuunibyou คนญี่ปุ่นมักนึกถึงพฤติกรรมประมาณนี้:
- ชอบพูดหรือทำตัวเหมือนมีพลังพิเศษ ความลับ หรือชะตากรรมสำคัญ
- อยากแตกต่างจากคนรอบตัวแบบเห็นได้ชัด ทั้งการพูด การแต่งตัว หรือท่าที
- อินกับโลกแฟนตาซี อนิเมะ เกม หรือเรื่องเหนือจริงจนหยิบภาษานั้นมาใช้ในชีวิตจริง
- ชอบทำท่าเย็นชา ดราม่า หรือพูดให้ดูเหมือนเข้าใจโลกมากกว่าวัยเดียวกัน
- รู้สึกว่าความธรรมดาเป็นเรื่องน่าเบื่อ เลยต้องเติมบทบาทพิเศษให้ตัวเอง
พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ออกมาเหมือนกันทุกคน บางคนมาในสายกวน ๆ บางคนมาในสายลึกลับ บางคนมาในสายฮิปสเตอร์ที่ต้องรู้จักของเฉพาะกลุ่มก่อนใคร

3 แบบที่มักถูกยกมาพูดถึง
เวลาคนญี่ปุ่นอธิบาย Chuunibyou มักแบ่งแบบคร่าว ๆ เป็นสามแนวเพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น แม้ในชีวิตจริงแต่ละคนจะผสมกันหลายแบบก็ตาม
DQN-kei
แนวนี้เน้นภาพลักษณ์แข็งกร้าว ชอบทำเหมือนตัวเองไม่แคร์กฎ อยากดูเป็นคนแรง ๆ หรือมีประสบการณ์ชีวิตหนักหนากว่าที่เป็นจริง จุดเด่นคือการสร้างภาพความเก๋าเพื่อให้คนอื่นมองว่าตัวเองไม่ธรรมดา
Sabukaru-kei
สายนี้จะไม่เน้นพลังมืดหรือบทพูดแฟนตาซี แต่จะชอบทำตัวเหมือนตัวเองรสนิยมลึกกว่าใคร ฟังของที่คนอื่นไม่รู้จัก อ่านของเฉพาะทาง หรือพูดเหมือนมองทะลุวัฒนธรรมกระแสหลักทั้งหมด
Jashingan-kei
นี่คือภาพจำที่ดังที่สุดในโลกอนิเมะ คนกลุ่มนี้ชอบบทพูดใหญ่โต ตั้งชื่อพลัง ท่าต่อสู้ หรือของลับให้ตัวเอง เช่น ทำเหมือนแขนข้างหนึ่งมีพลังที่ต้องผนึกไว้ หรือเชื่อว่าตัวเองมีสายสัมพันธ์กับโลกอีกด้านหนึ่ง
ถ้าจะให้สรุปสั้น ๆ DQN-kei คืออยากดูเก๋า, Sabukaru-kei คืออยากดูเหนือกระแส, ส่วน Jashingan-kei คืออยากดูมีโลกพิเศษเป็นของตัวเอง
ทำไมคำนี้ถึงดังมากในโลกอนิเมะ
คำว่า Chuunibyou ดังในวงกว้างมากขึ้นเพราะถูกหยิบไปเล่าอย่างมีเสน่ห์ในซีรีส์ Chuunibyou demo Koi ga Shitai! ของ Kyoto Animation ซึ่งทำให้คนดูเห็นทั้งด้านน่าขำและด้านอ่อนไหวของตัวละครที่ยังยึดติดกับโลกจินตนาการ
จุดที่เรื่องนี้ทำได้ดีคือไม่ได้ใช้คำนี้เพื่อหัวเราะใส่ตัวละครอย่างเดียว แต่ยังแสดงให้เห็นว่าบางครั้งโลกแฟนตาซีก็เป็นวิธีที่วัยรุ่นใช้ปกป้องหัวใจตัวเองจากความเจ็บ ความอาย หรือการเปลี่ยนผ่านที่ยังรับมือไม่เก่ง
Chuunibyou ต่างจากการชอบอนิเมะหรือโอตาคุอย่างไร
หลายคนชอบสับสนระหว่าง Chuunibyou กับการเป็นโอตาคุ แต่สองคำนี้ไม่เหมือนกัน การเป็นโอตาคุหมายถึงการชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างลึกมาก เช่น อนิเมะ มังงะ เกม หรือไอดอล ส่วน Chuunibyou คือรูปแบบการแสดงตัวตนที่พยายามทำให้ตัวเอง “พิเศษ” ผ่านท่าที ภาษา หรือเรื่องเล่าที่เกินจริง
พูดง่าย ๆ คือ คุณอาจเป็นโอตาคุโดยไม่เป็น Chuunibyou ก็ได้ และคุณก็อาจมีช่วง Chuunibyou ทั้งที่ไม่ได้คลั่งอนิเมะหนักเลยเช่นกัน สิ่งที่สองคำนี้มีร่วมกันก็แค่บางครั้งวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นเป็นพื้นที่ที่คนใช้จินตนาการมาสร้างตัวตนของตัวเอง

แล้วสุดท้าย Chuunibyou เป็นเรื่องแย่ไหม
ส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร มันมักเป็นช่วงหนึ่งของการเติบโตที่คนค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะอยู่กับความธรรมดาของตัวเองอย่างไรโดยไม่ต้องฝืนสร้างบทพิเศษตลอดเวลา สำหรับบางคนมันคือความทรงจำที่น่าเขิน สำหรับบางคนมันคือช่วงที่ทำให้กล้าฝัน กล้าเล่น และกล้าสำรวจตัวตนของตัวเอง
สิ่งที่น่าสนใจกว่าการหัวเราะเยาะคือการเข้าใจว่าทำไมคำนี้ถึงอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้นานมาก นั่นเพราะมันแตะจุดที่หลายคนเคยผ่านมาจริง ทั้งความอยากโดดเด่น ความอยากมีโลกของตัวเอง และความกลัวว่าถ้าธรรมดาเกินไปจะไม่มีใครมองเห็น
ถ้าคุณเคยมีช่วงที่ชอบตั้งชื่อเท่ ๆ ให้ของใช้ พูดกับกระจกเหมือนเป็นตัวเอก หรืออินกับพลังลับในหัวตัวเองมากเกินไป ก็ไม่ต้องตกใจ คุณอาจแค่เคยผ่านช่วง Chuunibyou มาเหมือนคนญี่ปุ่นอีกจำนวนมากนั่นเอง
ชุมชน
ความคิดเห็น
0 ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็นที่เผยแพร่ในภาษานี้
ส่งความคิดเห็น