ในญี่ปุ่น การแต่งตัวเหมือนกันกับเพื่อน คู่รัก หรือครอบครัวเป็นมากกว่าเรื่องของสไตล์ ธรรมเนียมปฏิบัติที่เรียกว่า Osoroi (お揃い) เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคี ความใกล้ชิด และความกลมกลืนของกลุ่ม แตกต่างจากโลกตะวันตกที่การใส่เสื้อผ้าเหมือนกันอาจถูกมองว่าน่าอาย แต่ในญี่ปุ่นนั้นถูกมองว่าเป็นการแสดงความใกล้ชิดและแม้แต่ความสนุกสนาน
คำว่า Osoroi มาจากคำนำหน้าสุภาพ お ติดกับ 揃い (soroi) ซึ่งเป็นรูปนามของกริยา sorou (そろう) แปลได้ทั้ง “ครบ” และ “เท่ากัน” ในชีวิตประจำวันใช้กับเสื้อยืดชุดเดียวกัน แหวนเข้าคู่ ของที่ระลึกที่ซื้อด้วยกันตอนเที่ยว และคำทักทายเมื่อคนในกลุ่มมาครบ การจับคู่ลุคที่เรียกว่า お揃いコーデ (osoroi kōde) คือการใช้คำนี้ที่เห็นชัดที่สุดในแฟชั่น

สารบัญ 9
ต้นกำเนิดและความหมายของ Osoroi
Osoroi สะท้อนนิสัยที่ชีวิตโรงเรียนญี่ปุ่นปลูกไว้แล้ว เด็กญี่ปุ่นคุ้นกับ ชุดนักเรียน ที่สื่อความเท่าเทียมและการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม การแต่งตัวคล้ายหรือเหมือนกับคนใกล้ชิดจึงเข้ากับบริบทนี้ได้ดี คราวนี้เป็นการเลือกเอง ไม่ใช่กฎของโรงเรียน
อิทธิพลทางวัฒนธรรม
หนังสือ The Japanese Mind โดย Osamu Ikeno และ Roger J. Davies กล่าวถึงวิธีที่สังคมญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความกลมกลืนของกลุ่มมากกว่าความเป็นตัวของตัวเอง “จิตสำนึกกลุ่ม” นี้ช่วยอธิบายบริบทที่ Osoroi เกิดขึ้น การแต่งตัวคล้ายกันเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ในบริบทของคู่รัก เพื่อน และแม้แต่ครอบครัว Osoroi เป็นท่าทางที่มองเห็นได้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความใกล้ชิด
การปรับตัวเข้ากับโซเชียลมีเดีย
นอกจากพื้นฐานทางวัฒนธรรมแล้ว การปฏิบัตินี้ยังได้รับความนิยมในสภาพแวดล้อมดิจิทัล ชาวญี่ปุ่นทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ใช้ Osoroi เพื่อถ่ายรูปที่กลมกลืน โดยเฉพาะในสถานที่ท่องเที่ยวเช่น ดิสนีย์แลนด์โตเกียว หรือดิสนีย์ซี ภาพสีสันสดใสและสอดคล้องกันเหล่านี้โดดเด่นบนโซเชียลมีเดีย และคำย่อ おそろ (osoro) ปรากฏบ่อยในแคปชัน

วิธีปฏิบัติ Osoroi
Osoroi ไม่จำเป็นต้องมีเหตุการณ์พิเศษ ผู้ที่นิยมหลายคนนำธรรมเนียมนี้เข้ากับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การไปห้างสรรพสินค้าหรือเที่ยวชายหาด การจับคู่อาจต่างกันได้ตั้งแต่เสื้อผ้าที่เหมือนกันไปจนถึงชิ้นที่มีลวดลายหรือสีใกล้เคียงกัน
แฟชั่นในหมู่วัยรุ่น
Osoroi เป็นที่นิยมเป็นพิเศษในหมู่วัยรุ่น โดยมีผู้ใช้มากที่สุดในกลุ่มผู้หญิง การปฏิบัตินี้ถูกมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของความสนุกสนาน นอกเหนือจากการแสดงความเชื่อมโยงทางอารมณ์ คู่รักหลายคนยังใช้ Osoroi เพื่อแสดงความรักและความเข้ากันได้ ใน วัฒนธรรมการเดทของญี่ปุ่น ท่าทางนี้จึงไม่แปลกตา
กลุ่มและครอบครัว
ครอบครัวทั้งครอบครัวก็เข้าร่วมเช่นกัน โดยเฉพาะในโอกาสพิเศษหรือการเดินทาง สิ่งนี้ตอกย้ำแนวคิดของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และสร้างความทรงจำทางสายตาที่มักถูกบันทึกไว้ในอัลบั้ม มือถือ และโซเชียลมีเดีย
เพียร์ลุค ลิงก์โคเดะ และโคเดะฝาแฝด
เมื่อคู่รักหรือสามีภรรยาแต่งตัวเข้าคู่กัน ภาษาญี่ปุ่นมักเรียก ペアルック (pea rukku, เพียร์ลุค) ซึ่งเป็นคำอังกฤษเกิดในญี่ปุ่น เพื่อนสาวที่ออกไปด้วยเสื้อผ้าชุดเดียวกันทั้งตัวพูดถึง 双子コーデ (futago kōde, โคเดะฝาแฝด) ถ้าซ้ำแค่สี ลาย หรือเครื่องประดับ จะเป็น リンクコーデ (link kōde) ลุคไปในทางเดียวกันได้ โดยไม่ต้องเหมือนกันทั้งตัว บนถนน ฮาราจูกุ และในสวนสนุก จะเห็นทั้งลุคเต็มตัวและแบบจับคู่บางส่วนแบบนี้

Osoroi เมื่อเทียบกับโลกตะวันตก
ในญี่ปุ่น Osoroi เป็นธรรมเนียมที่ได้รับการเฉลิมฉลอง แต่ในโลกตะวันตก การตอบรับอาจแตกต่างกันไป หลายคนคิดว่าการใส่เสื้อผ้าเหมือนกับคนอื่นเป็นเรื่องน่าอาย โดยเฉพาะผู้ใหญ่ งานปาร์ตี้ตามธีมหรือกิจกรรมครอบครัวยังเป็นข้อยกเว้น เสื้อคู่และการแต่งตัวเหมือนกันบนโซเชียลมีอยู่ แต่ท่าทางในชีวิตประจำวันที่มองในแง่บวกไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติเท่ากัน
ในญี่ปุ่น ความคุ้นเคยกับชุดนักเรียนช่วยลดความเขินเมื่อต้องใส่ของเข้าคู่กัน การปฏิบัตินี้กลายเป็นการสื่อสารด้วยสายตา คนที่จับคู่กันส่งสัญญาณโดยไม่ต้องอธิบายว่ากลุ่มนั้นตั้งใจอยู่ด้วยกัน
ตั้งใจเข้าคู่ หรือบังเอิญชนชุด?
อีกด้านหนึ่งก็มีประโยชน์ ถ้าเจอคนแปลกหน้าในรถไฟหรือแถวใส่เสื้อตัวเดียวกัน นั่นคือ かぶる (kaburu) การชนชุดโดยไม่ได้ตั้งใจที่หลายคนรู้สึกเก้ๆ กังๆ Osoroi เริ่มจากขั้วตรงข้าม มีคนเลือกเส้นเดียวกันกับคนที่ใช่ เพื่อเดินเล่น ถ่ายรูป หรือซื้อของที่ระลึก คำถามที่เหลือจึงเป็นแบบนี้ จะเข้าคู่กับใครได้โดยไม่ฝืน และจะไปไกลแค่ไหน ตั้งแต่แหวนวงเดียวไปจนถึงลุคทั้งตัว






ชุมชน
ความคิดเห็น
0 ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็นที่เผยแพร่ในภาษานี้
ส่งความคิดเห็น