Kemono - สัตว์แอนโทรโปมอร์ฟิกในญี่ปุ่น

จากภาพวาดสมัยกลาง สู่ BEASTARS, Aggretsuko และแมวกวักหน้าร้านที่คุณคุ้นตา

ถ้าคุณเสพอนิเมะ สนใจวัฒนธรรมโอตาคุ หรือแค่ชอบส่องศิลปะญี่ปุ่น คำว่า kemono (獣) มักจะโผล่เข้ามาในสายตาคุณเร็วกว่าที่คิด บางทีก็เป็นแท็กใต้ภาพวาดสาวจิ้งจอกน่ารักๆ บางทีก็เป็นป้ายชื่อบนม้วนภาพเก่าแก่ บางทีก็สลักอยู่บนเคสโทรศัพท์ที่ขายในงานคอนเวนชัน หรือไม่ก็แว่วขึ้นมาในบทสนทนาว่าเพื่อนคุณรู้สึกผูกพันกับตัวละครตัวไหนมากที่สุด คำนี้ปรากฏในที่ที่ดูไม่เกี่ยวกันเลย แต่สุดท้ายก็วนกลับมาที่ความคิดเดียวกัน คือการวาดสัตว์ที่มีบางสิ่งที่เป็นมนุษย์อยู่ข้างในอย่างชัดเจน

มากกว่าสไตล์ภาพ เคโมโนะทำงานเกือบเหมือนภาษา มันเปิดทางให้ศิลปินและแฟนๆ ส่งอารมณ์ อัตลักษณ์ และความอ่อนโยนผ่านตัวละครที่เป็นครึ่งสัตว์ ครึ่งคน และอีกครึ่งที่ผู้ชมแต่ละคนยังคงต้องค่อยๆ ถอดรหัสเอง สำหรับหลายคน ความผสมนี้แหละคือแก่นของมัน และเป็นเหตุผลที่เรื่องนี้สมควรได้รับการพิจารณาให้ลึกกว่าแค่ตัวการ์ตูนน่ารักบนหน้าจอ

ภาพตัวละครเคโมโนะที่ผสมลายเส้นอนิเมะนุ่มนวลเข้ากับลักษณะสัตว์ เช่น หูและหาง

เคโมโนะ คืออะไรกันแน่

ในภาษาญี่ปุ่น คำว่า kemono (獣) ตามตัวอักษรแปลว่า สัตว์ หรือ สัตว์ป่า เท่านั้น ในชีวิตประจำวัน ใช้เรียกหมาในบ้านไปจนถึงกวางที่ข้ามถนนบนเขา แต่ในวัฒนธรรมป๊อป ความหมายแคบลงจนเป็นรูปธรรมขึ้นมาก คือตัวละครที่มีลักษณะสัตว์ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นหู หาง ขน ขนนก หรือเกล็ด แต่พูด แต่งตัว คิด และตอบสนองเหมือนมนุษย์ ความหมายที่คุณมักเจอบ่อยที่สุดบนโลกออนไลน์จึงใกล้เคียงกับ ตัวละครสัตว์ที่มีลักษณะของมนุษย์ มากกว่าแค่ สัตว์ป่า

การเลื่อนความหมายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ญี่ปุ่นมีธรรมเนียมเอาสัตว์มาเป็นตัวละครมานาน ตั้งแต่เรื่องจิ้งจอกที่แต่งงานกับมนุษย์ ไปจนถึงแมวที่เตือนเจ้าของว่าจะมีพายุ และการออกแบบเคโมโนะสมัยใหม่ก็ตั้งอยู่บนรากเล่าเรื่องเก่าแก่นั้น พอเติม สุนทรียศาสตร์คาวาอี้ ที่ทรงพลังเข้าไปอีกชั้น คุณก็จะได้ภาพลักษณ์ที่คุ้นตาในอนิเมะและมังงะยุคปัจจุบัน

อิทธิพลจากคติชนก็มีน้ำหนักไม่น้อย ตัวละครอย่าง คิทสึเนะ (kitsune, จิ้งจอก) ทานุกิ (tanuki, แรคคูนญี่ปุ่นที่มีพลังวิเศษ) อินุงามิ (inugami, วิญญาณหมาป่า) และ เนโกมาตะ (nekomata, แมวปีศาจหลายหาง) ผสมลักษณะของสัตว์กับมนุษย์มานานหลายศตวรรษก่อนที่แนวคิดเคโมโนะสมัยใหม่จะปรากฏบนจอแก้ว ตัวละครเคโมโนะในปัจจุบันจึงเป็นลูกผสมระหว่างฟอล์กคลอร์ญี่ปุ่นโบราณกับสายตาของนักออกแบบตัวละครยุคใหม่ที่เติบโตมากับอนิเมะ

ประวัติโดยย่อของสัตว์แอนโทรโปมอร์ฟิกในญี่ปุ่น

ถ้าจะย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นจริงๆ ต้องพูดถึง โชจูจิงบุตสึงิงะ (鳥獣人物戯画) ม้วนภาพที่วาดราวปลายยุคเฮอันถึงต้นยุคคามาคุระ (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึง 13) ซึ่งมักจะเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของพระภิกษุโทบะ โซโจ ภาพเหล่านั้นแสดงให้เห็นกระต่าย ลิง กบ ที่เล่นซน เล่นมวย และทำกิจกรรมแบบมนุษย์อย่างชัดเจน ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างแรกๆ ของสัตว์แอนโทรโปมอร์ฟิกในศิลปะญี่ปุ่น และยังคงมีอิทธิพลต่อการ์ตูนญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้ แมนงะเช่น ชินทาโร่ ของ เทซุกะ โอชิมะ ก็ได้แรงบันดาลใจจากภาพเหล่านี้โดยตรง

ต่อมาในยุคเอโดะ อุคิโยเอะกลายเป็นเวทีสำคัญที่สัตว์ได้รับบทเป็นตัวละครอย่างเต็มตัว อุตะงะวะ คุนิโยชิ วาดชุดภาพแมวและหนูที่เล่นแร่แปรธาตุได้อย่างมีชีวิตชีวา ขณะที่จิตรกรคนอื่นๆ ทดลองใส่อารมณ์ขันและการเมืองแบบเสียดสีเข้าไปในร่างสัตว์ ภาพพิมพ์ไม้เหล่านี้ถูกแจกจ่ายในหมู่คนทั่วไปเป็นครั้งแรก ทำให้ภาพสัตว์ที่ มีบุคลิก กลายเป็นสื่อที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่ของเฉพาะชนชั้นสูงอีกต่อไป

ในยุคกลาง ม้วนภาพเล่าเรื่อง หรือ เอมากิ (絵巻) ก็มีบทบาทไม่แพ้กัน ตั้งแต่ โจกิ โซชิ (鳥獣戯画) ไปจนถึงม้วนภาพสัตว์ในวัดที่เล่านิทานพุทธศาสนา ศิลปินญี่ปุ่นสมัยก่อนไม่ได้คิดว่าการให้สัตว์พูด คิด และมีอารมณ์เหมือนมนุษย์เป็นเรื่องแปลก ตรงกันข้าม มันคือวิธีที่ศิลปินใช้สื่อสารกับคนดูทุกชนชั้นได้พร้อมกัน และเส้นทางนี้เองที่ทอดยาวมาจนถึงอนิเมะและมังงะในยุคปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ในคติชนก็มีตัวละครสัตว์ที่ทรงพลังจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นจิ้งจอกเก้าหาง ทานุกิที่แปลงร่างได้ หรือแมวยักษ์เนโกมาตะ ตัวละครเหล่านี้ค่อยๆ ตกตะกอนเป็นส่วนหนึ่งของจินตนาการร่วมของคนญี่ปุ่น เมื่ออนิเมะสมัยใหม่หยิบเอาจิ้งจอก ทานุกิ หรือแมวมาสร้างเป็นตัวละครเคโมโนะ จึงไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่ต่อยอดจากคลังภาพทางวัฒนธรรมที่มีมาแต่โบราณ

เคโมโนะในวัฒนธรรมป๊อปร่วมสมัย

ข้ามมาที่ยุคปัจจุบัน เคโมโนะกลายเป็นหนึ่งในแกนหลักของวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ Kemono Friends (2017) ของสตูดิโอ Kadokawa เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ซีรีส์อนิเมะนี้สร้างโลกที่ผู้หญิงสาวมนุษย์ออกผจญภัยกับเพื่อนที่เป็นสัตว์สาวตัวเล็กๆ ที่เรียกว่า เฟรนด์ ตัวละครอย่างเซอร์แวล หรือบิชูน ดึงดูดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทำให้ เคโมโนะเฟรนด์ กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำเงินมากกว่า 10 พันล้านเยนจากการขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง และยังขยายไปสู่เกมมือถือ มังงะ สินค้า และแม้แต่การจัดแสดงในสวนสัตว์จริงในญี่ปุ่น เพราะแฟนๆ จำนวนมากอยากไปดูสัตว์ต้นแบบที่ตัวเองชอบ

ก่อนหน้านั้น Aggretsuko (อากเรตสึโกะ) ผลงานของซานริโอะที่ฉายบนเน็ตฟลิกซ์ในปี 2018 ก็แสดงให้เห็นว่าตัวละครเคโมโนะสามารถเล่าเรื่องผู้ใหญ่ที่ตรงไปตรงมาได้ เรื่องราวของอากิโระ แรคคูนสาวออฟฟิศที่หงุดหริดกับงาน แต่ระบายอารมณ์ด้วยการร้องเพลงเดธเมทัลในคาราโอเกะ ทำให้คนดูจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเองถูกแทนด้วยสัตว์ตัวหนึ่ง ส่วน BEASTARS (2016) ของอิตากางะ พารุ ก็พาแนวนี้ไปอีกขั้นด้วยการผสมเรื่องอาชญากรรม ความรัก และการเหยียดเชื้อชาติในโลกที่สัตว์กินเนื้อและสัตว์กินพืชอยู่ร่วมกัน

นอกจากสามเรื่องนี้ ยังมีอีกหลายผลงานที่ช่วยสร้างภูมิทัศน์ของเคโมโนะ Brand New Animal (BNA, 2020) สตูดิโอทริกเกอร์ เล่าเรื่องสาวจิ้งจอกที่อยากเป็นมนุษย์อีกครั้ง Chi's Sweet Home ของอาโอโนะ โคนามิ ติดตามลูกแมวน้อยในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นการ์ตูนครอบครัวยอดนิยม ส่วน Shirokuma Cafe ก็ใช้หมีขาวและเพนกวินเป็นตัวแทนมุมมองต่างๆ ของชีวิต เกมก็เช่นกัน ตั้งแต่ Kemono Friends เวอร์ชันมือถือ ไปจนถึง Kemono Friends Kingdom และ Monster Hunter ที่ออกแบบมอนสเตอร์ให้มีบุคลิกเฉพาะตัว

ตัวละครกลุ่มเคโมโนะเฟรนด์ยืนเรียงกัน ท่ามกลางทุ่งหญ้า พร้อมลายเส้นสดใสแบบอนิเมะ

อีกมุมที่หลายคนมองข้ามคือเคโมโนะในชีวิตจริง แมวกวัก maneki-neko (招財猫) ที่คุณเห็นเกือบทุกร้านอาหารญี่ปุ่น ก็เป็นหนึ่งในตัวแทนที่เก่าแก่ที่สุดของสัตว์ที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ มาสคอตเมืองอย่าง คุมามง (くまモン) ของจังหวัดคุมาโมโตะที่โด่งดังไปทั่วโลก ชิตัน แมวกวักไร้หัวของเมืองซูซุโนะมิยะ ฟุนัสชี มาสคอตลีกบ้านเกิดของจังหวัดนางาโนะ ล้วนเป็นตัวละครสัตว์ที่ถูกออกแบบให้น่ารัก เข้าถึงง่าย และใช้สื่อสารกับคนทุกเพศทุกวัย แม้จะไม่ถูกจัดเป็นเคโมโนะในสายอนิเมะโดยตรง แต่ใช้ตรรกะเดียวกัน

สำหรับคนไทย เคโมโนะไม่ใช่เรื่องไกลตัว Kemono Friends และอนิเมะอื่นๆ ของญี่ปุ่นได้รับความนิยมในไทยมานานหลายปี Anime Festival Asia Thailand ดึงดูดแฟนอนิเมะหลายหมื่นคนทุกปี ร้านหนังสือและคาเฟ่อนิเมะในกรุงเทพฯ ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หนังเรื่อง Zootopia (2016) ของดิสนีย์กลายเป็นหนึ่งในแอนิเมชันที่ทำเงินสูงสุดในไทยในปีนั้น แสดงให้เห็นว่าคนไทยตอบรับสัตว์แอนโทรโปมอร์ฟิกในแบบญี่ปุ่นได้ดีเช่นกัน

งานเคโมโนะที่โดดเด่นและอิทธิพลทางวัฒนธรรม

เมื่อมองย้อนกลับมา ไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่เคโมโนะเติบโตจนฝังรากในกระแสหลัก Kemono Friends ปฏิวัติวงการเกมโซเชียลมือถือญี่ปุ่นหลังการเปิดตัวในปี 2015 และอนิเมะฤดูกาลแรกในเดือนมกราคม 2017 กลายเป็นไวรัลทันที ซีรีส์นี้ทำเงินได้มากกว่า 10,000 ล้านเยนจากการขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง และยังกระตุ้นให้สวนสัตว์หลายแห่งในญี่ปุ่นจัดนิทรรศการแนะนำสัตว์ต้นแบบ เพราะผู้ชมต้องการไปดู รูปร่างจริง ของตัวละครที่ตัวเองชอบ

BEASTARS มังงะของอิตากะงะ พารุ ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2016 และอนิเมะฉายในปี 2019 ได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งนักวิจารณ์และคนดูทั่วไป เพราะใช้สัตว์แอนโทรโปมอร์ฟิกเป็นกระบอกเสียงพูดถึงอคติ ชนชั้น และความรุนแรงที่ฝังอยู่ในสังคม ส่วน Aggretsuko ของซานริโอะ ใช้ภาพสัตว์น่ารักเป็นฉากหน้า แต่แทรกประเด็นเรื่องชีวิตการทำงาน ความกดดันทางสังคม และการเป็นผู้หญิงในที่ทำงาน ทั้งสองเรื่องพิสูจน์ว่าเคโมโนะสามารถเป็นเครื่องมือเล่าเรื่องที่จริงจังได้ ไม่ใช่แค่ตัวการ์ตูนน่ารัก

เกมก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน Monster Hunter ของคาปคอม สร้างมอนสเตอร์ที่มีนิสัยและพฤติกรรมเฉพาะตัวจนผู้เล่นรู้สึกผูกพัน Pokémon แม้จะไม่พูด แต่ออกแบบให้มีบุคลิกชัดเจนและแสดงออกผ่านท่าทาง Kemono Friends Kingdom เวอร์ชันเปิดโลกกว้าง และซีรีส์ Utawarerumono ที่ผสมสัตว์และมนุษย์เข้าด้วยกัน ล้วนขยายขอบเขตของเคโมโนะในวงการเกมญี่ปุ่น

ภาพตัวละครอากิโระ แรคคูนสาวออฟฟิศ ในสไตล์อนิเมะจากเรื่อง Aggretsuko

นอกจากอนิเมะ มังงะ และเกม เคโมโนะยังฝังตัวอยู่ในชีวิตประจำวันผ่านมาสคอต สินค้า และการท่องเที่ยว คุมามงทำเงินให้จังหวัดคุมาโมโตะหลายพันล้านเยนต่อปีจากสินค้าที่เกี่ยวข้อง ขณะที่แมวกวักยังคงเป็นของฝากยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวซื้อกลับจากญี่ปุ่น นิทรรศการเคโมโนะในพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีก็ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เคโมโนะเป็นทั้งสินค้าวัฒนธรรม ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสะพานเชื่อมระหว่างญี่ปุ่นกับนานาชาติ

เคโมโนะกับเฟอร์รี่ ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ควรรู้

หลายคนมักสับสนระหว่าง เคโมโนะ กับ เฟอร์รี่ (furry) ทั้งสองวงการมีจุดร่วมคือสัตว์แอนโทรโปมอร์ฟิก แต่รากฐานทางวัฒนธรรมและบรรยากาศต่างกันอย่างชัดเจน เคโมโนะในญี่ปุ่นมักเน้นความน่ารัก สีสดใส และอารมณ์ที่เข้าถึงง่าย ตัวละครเคโมโนะส่วนใหญ่ไม่เน้นความเป็นผู้ใหญ่หรืออารมณ์ทางเพศ แต่เล่าเรื่องมิตรภาพ การผจญภัย และประเด็นสังคมผ่านตัวละครสัตว์ ขณะที่เฟอร์รี่ในตะวันตกมีชุมชนออนไลน์ที่แข็งแรง มีคอนเวนชันเฉพาะทาง และมีแนวทางศิลปะที่หลากหลายกว่า รวมถึงมีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ที่ชัดเจน

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือเป้าหมายของผลงาน เคโมโนะส่วนใหญ่ถูกผลิตเพื่อตลาดกระแสหลัก เด็กและครอบครัวสามารถดูได้โดยไม่มีปัญหา ส่วนเฟอร์รี่มักเป็นงานอดิเรก งานแฟนอาร์ต และงานอิสระที่แฟนๆ สร้างขึ้นเองผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Pixiv, Twitter, Fur Affinity หรือคอนเวนชันอย่าง Kemocon ในเยอรมนี และ DoKomi ก็เป็นงานรวมตัวของแฟนเฟอร์รี่ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

สิ่งสำคัญที่ควรชี้ให้ชัดคือ เคโมโนะในบริบทของบทความนี้เป็นสุนทรียศาสตร์ทางวัฒนธรรมและศิลปะ ไม่มีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ ไม่มีการโปรโมตผลิตภัณฑ์ ไม่มีลิงก์พันธมิตร และไม่เกี่ยวข้องกับเกม Kemono ของสตูดิโอ Illusion ปี 2014 ที่อาจทำให้สับสน เมื่อเข้าใจความแตกต่างนี้ คุณจะอ่านงานเคโมโนะในอนิเมะและมังงะได้อย่างเข้าใจบริบทมากขึ้น และไม่เอามารวมกับแฟนดอมอื่นที่มีบรรยากาศต่างกันโดยสิ้นเชิง

เคโมโนะ ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมระดับโลก

แม้จะมีรากศัพท์ญี่ปุ่น แต่เคโมโนะไม่ได้เป็นของญี่ปุ่นเพียงลำพัง การเล่าเรื่องผ่านสัตว์ที่มีลักษณะของมนุษย์มีอยู่ในวัฒนธรรมทั่วโลกมานาน ตั้งแต่นิทานอีสป ตำนานโคโยตี้เจ้าเล่ห์ในตำนานพื้นบ้านของชนพื้นเมืองอเมริกัน ไปจนถึงนิทานเบรอแรบบิทที่คนอเมริกันเติบโตมาด้วย ดิสนีย์เองก็มีประวัติยาวนานกับการ์ตูนสัตว์ ตั้งแต่ แดมโบ (1941) ไปจนถึง โรบิน ฮูด (1973) และ เดอะ แจ๊ส กั๊ก (1992)

ในศตวรรษที่ 21 โรงภาพยนตร์ตะวันตกเริ่มหันมาเล่าเรื่องสัตว์แอนโทรโปมอร์ฟิกอย่างจริงจัง Zootopia (2016) ของดิสนีย์กลายเป็นหนึ่งในแอนิเมชันที่ทำเงินสูงสุดของปี ทั้งในญี่ปุ่นและในไทย พิกซาร์เปิดตัว Zootopia+ ซีรีส์สั้นต่อยอด และเดรมเวิร์กส์ก็มี Spirit Untamed (2021) ที่ดัดแปลงจากการ์ตูนเรื่อง Spirit: Stallion of the Cimarron ผลงานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าตลาดโลกพร้อมรับเรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตว์ที่มีมิติทางอารมณ์เหมือนมนุษย์

นอกจากจอเงิน พิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีในยุโรปก็จัดนิทรรศการเกี่ยวกับเคโมโนะและศิลปะสัตว์แอนโทรโปมอร์ฟิกอยู่เป็นระยะ แฟนอาร์ตชุมชนออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่องบนแพลตฟอร์มอย่าง Pixiv, Twitter, Tumblr และ DeviantArt ทำให้เคโมโนะกลายเป็นภาษาภาพสากลที่ศิลปินจากหลายประเทศหยิบไปใช้ ความจริงข้อนี้ทำให้เคโมโนะไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ท้องถิ่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปร่วมสมัยที่กำลังเติบโตไปทั่วโลก รวมถึงในไทยที่แฟนอนิเมะและเกมชาวญี่ปุ่นมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ Kemono Friends ไปจนถึงการ์ตูนสัตว์ของดิสนีย์ที่คนไทยคุ้นเคย

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ทำให้เคโมโนะอยู่ในใจผู้คนไม่ใช่แค่ความน่ารัก แต่คือความสามารถในการเล่าเรื่องของมนุษย์ผ่านสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมิตรภาพ การยอมรับความแตกต่าง หรือการมองหาตัวตนในสังคม คุณชอบตัวละครเคโมโนะตัวไหนเป็นพิเศษ และเหตุผลอะไรที่ทำให้ตัวละครตัวนั้นอยู่ในใจคุณ

Kevin Henrique

เกี่ยวกับผู้เขียน: Kevin Henrique

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมเอเชียที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี โดยเน้นญี่ปุ่น เกาหลี อนิเมะ และเกม เป็นนักเขียนและนักเดินทางที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง มุ่งสอนภาษาญี่ปุ่น เคล็ดลับท่องเที่ยว และเรื่องน่าสนใจเชิงลึก

ชุมชน

ความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็นที่เผยแพร่ในภาษานี้

ส่งความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นต่อบทความนี้

กำลังโหลดการตรวจสอบความปลอดภัย...

อย่าส่งลิงก์ embed หรือโฆษณา ความคิดเห็นจะผ่านระบบกันสแปมและแปลอัตโนมัติก่อนแสดงผล