K-pop ไม่เพียงแต่พิชิตโลกด้วยเสียงที่สร้างสรรค์ แต่ยังด้วยพลังของการเต้นของพวกเขาด้วย ท่าเต้นเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ของแต่ละวง โดยดึงดูดความสนใจด้วยความคิดสร้างสรรค์ การประสานงาน และระดับเทคนิคที่สูง ต่อไปนี้คือประเภทท่าเต้นหลักของ K-pop และเหตุผลที่พวกเขากลายเป็นมาตรฐานระดับโลกในการแสดง

ท่าเต้น Formation (Formation Dance)

ท่าเต้น Formation เป็นหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของ K-pop ที่นักร้องเปลี่ยนตำแหน่งบนเวทีอย่างต่อเนื่อง สร้างเป็นเส้น วงกลม เส้นทแยงมุม และรูปทรงที่น่าทึ่ง การเปลี่ยนรูปแบบแต่ละครั้งถูกวางแผนเพื่อสร้างผลกระทบทางสายตา รักษาพลวัตของการแสดง และเน้นให้เห็นสมาชิกที่แตกต่างกันในช่วงเวลาสำคัญ

ท่าเต้นประเภทนี้ต้องการวินัยและการฝึกฝนอย่างหนัก เพราะความสำเร็จขึ้นอยู่กับสมาชิกทุกคนเคลื่อนไหวด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร วงอย่าง SHINee ใน “Sherlock” และ BTS ใน “DNA” เป็นตัวอย่างคลาสสิก: การเต้นมีชีวิตขึ้นมาด้วยการเปลี่ยนผ่านที่สมบูรณ์แบบซึ่งเข้ากับจังหวะของเพลง ทำให้การแสดงน่าจดจำ การจัดรูปแบบที่ดีก็ช่วยให้ผู้ชมระบุได้ว่าใครโดดเด่นในแต่ละส่วนของเพลง ทำให้เชื่อมโยงระหว่างศิลปินและแฟนๆ ได้ง่ายขึ้น

ท่าเต้น Mirror (Mirror Dance)

ในสไตล์ Mirror สมาชิกทุกคนจะแสดงท่าทางที่เหมือนกันและประสานกัน เหมือนเป็นเงาสะท้อนของกันและกัน ความสม่ำเสมอนี้สร้างความประทับใจไม่เพียงแต่ด้านความงามทางสายตา แต่ยังแสดงให้เห็นถึงเทคนิคและความทุ่มเทในการฝึกฝน ยิ่งประสานกันมากเท่าไหร่ ผลกระทบต่อผู้ชมก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ท่าเต้นประเภทนี้มักปรากฏในท่อนคอรัสหรือส่วนสำคัญของเพลง สร้างผลลัพธ์ที่น่าหลงใหล BIGBANG ใน “Bang Bang Bang” และ ITZY ใน “Dalla Dalla” เป็นตัวอย่างของการใช้เทคนิคนี้ หลายวงยังปล่อยวิดีโอ “mirror dance” เพื่อท้าทายแฟนๆ และสนับสนุนความท้าทายที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นว่าความประสานงานสำคัญต่อความสำเร็จของการแสดง K-pop แค่ไหน

ท่าเต้นคู่ (Pairing/Unit Dance)

ท่าเต้นคู่แบ่งวงออกเป็นคู่หรือกลุ่มย่อยที่เรียกว่า units เพื่อแสดงท่าทางร่วมกันหรือโต้ตอบกัน สิ่งนี้เพิ่มความหลากหลายให้การแสดง ช่วยเน้นทักษะของแต่ละคน และสร้างช่วงเวลาที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสมาชิกบนเวที คู่สามารถสลับระหว่างท่าทางที่ประสานกันและเสริมกัน สร้างรูปทรงหรือเล่าเรื่องเล็กๆ ภายในเพลง

ตัวอย่างที่ดีคือ “Don’t Wanna Cry” ของ SEVENTEEN ที่ units สลับตำแหน่งและสร้างพลวัตใหม่ในแต่ละส่วนของเพลง รูปแบบนี้ยังใช้ในเพลงที่มีส่วนแร็ปหรือเสียงร้องที่แตกต่างกัน เพื่อให้ความสำคัญกับพรสวรรค์ของแต่ละสมาชิกมากขึ้น นอกจากนี้ units ยังช่วยให้ผู้ชมรู้จักการผสมผสานและปฏิสัมพันธ์ที่แตกต่างกันภายในวง ทำให้การแสดงน่าสนใจและคาดเดาไม่ได้

ท่าเต้น Urban Dance (Urban Dance Style)

อิทธิพลของ Urban Dance แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ใน K-pop สไตล์เช่น hip-hop, popping, locking, krump และ breakdance ถูกนำมาใช้เพื่อทำให้การแสดงมีพลังและทันสมัย ท่าเต้น Urban มักมีขั้นตอนที่รวดเร็ว การเคลื่อนไหวที่ฉับพลัน และการแสดงออกทางร่างกายอย่างชัดเจน สร้างความแตกต่างที่โดดเด่นกับส่วนที่นุ่มนวลกว่าของเพลง

Stray Kids ใน “God’s Menu” และ BTS ใน “Fire” นำการเคลื่อนไหวที่เข้มข้นมาใช้ ผสมผสานความแข็งแกร่งและความแม่นยำกับองค์ประกอบของ street dance การใช้ Urban Dance ช่วยให้วงทดลองสไตล์ที่แตกต่างกัน ถ่ายทอดบุคลิกภาพที่มากขึ้น และสร้างอัตลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับแต่ละ comeback ไอดอลหลายคนยังฝึกกับ choreographer ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติเพื่อรับรองการแสดงที่แท้จริงและสร้างสรรค์

ท่าเต้น Props (Props Dance)

การใช้วัตถุ (props) ในท่าเต้นเพิ่มชั้นของความยากและสร้างสรรค์เพิ่มเติม วัตถุเช่นเก้าอี้ ผ้าพันคอ หมวก ไม้เท้า พัด หรือร่มถูกรวมเข้ากับการเคลื่อนไหว เปลี่ยนเวทีให้เป็นการแสดงทางสายตาที่แท้จริง การจัดการวัตถุต้องการการประสานงานที่ดี เพราะความผิดพลาดเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบต่อการแสดงทั้งหมด

วงอย่าง f(x) ใน “Rum Pum Pum Pum” (ด้วยกลอง) และ TWICE ใน “Likey” (ด้วยกล้องปลอม) เป็นตัวอย่างของสไตล์นี้ นอกจากเพิ่มความน่าสนใจให้การแสดงแล้ว การใช้ props มักจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เพราะแฟนๆ ชอบเลียนแบบการเคลื่อนไหวด้วยวัตถุชิ้นเดียวกัน Props ที่ใช้ดีช่วยให้เพลงติดอยู่ในความทรงจำของผู้ชมและทำให้ comeback แตกต่างจากการเปิดตัวอื่นๆ

ท่าเต้น Contemporary Dance (Contemporary Dance)

Contemporary Dance ปรากฏใน K-pop โดยเฉพาะในเพลงที่มีอารมณ์หรือแนวคิดมากขึ้น ด้วยการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหล ศิลปะ และเต็มไปด้วยการแสดงออก สไตล์นี้พยายามถ่ายทอดความรู้สึกลึกซึ้งและเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้ชม โดยทั่วไปแล้วจะมีอิสระในการเคลื่อนไหวมากขึ้น การใช้พื้น และเน้นการตีความทางร่างกาย

Taemin (SHINee) ใน “Move” เป็นหนึ่งในตัวแทนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสไตล์นี้ ผสมผสานความเซ็กซี่ ความนุ่มนวล และเทคนิค LOONA ใน “Butterfly” ยังสำรวจ Contemporary Dance เพื่อถ่ายทอดความเบาและกวีนิพนธ์ ท่าเต้นประเภทนี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของไอดอลและเน้นด้านศิลปะของการเต้นใน K-pop ไปไกลกว่าขั้นตอนที่ประสานกันแบบดั้งเดิม

ท่าเต้น “Point Dance” (การเคลื่อนไหวที่โดดเด่น)

“Point dance” คือขั้นตอนหรือท่าทางหลักของท่าเต้น ที่ทุกคนรู้จักและสามารถเลียนแบบได้ แม้แต่คนที่ไม่ใช่แฟน ไม่ว่าจะเรียบง่ายหรือซับซ้อน มันถูกคิดมาเพื่อให้แพร่กระจายในโซเชียลมีเดียและช่วยในการโปรโมตเพลง มักจะ การเคลื่อนไหวนี้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของวงหรือ comeback

ตัวอย่างคลาสสิกคือท่าทาง “TT” ด้วยมือบนใบหน้าของ TWICE หัวใจด้วยนิ้วใน “Gee” (Girls’ Generation) หรือขั้นตอนการยิงใน “Bang Bang Bang” (BIGBANG) ความสำเร็จของ “point dance” อยู่ที่ความดึงดูดทางสายตาและความง่ายในการเลียนแบบ ทำหน้าที่เป็นประตูสู่แฟนใหม่และช่วยให้วงเข้าถึงผู้ชมที่กว้างขึ้น

ท่าเต้นกลุ่มใหญ่ (Large Group Dance)

เมื่อวงมีสมาชิกจำนวนมาก เช่น SEVENTEEN (13 คน) หรือ NCT (ด้วยหลาย units) ท่าเต้นกลุ่มใหญ่สร้างความประทับใจด้วยขนาดและประสานงาน การเคลื่อนไหวเป็นกลุ่ม การเปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์ทางสายตาในรูปแบบ “คลื่น” และการแบ่งเส้นทำให้การแสดงดูยิ่งใหญ่ขึ้น

ความยากเพิ่มขึ้น เพราะแต่ละสมาชิกต้องรู้ว่าต้องอยู่ที่ไหนในแต่ละช่วงเวลา โดยไม่มีการชนหรือความผิดพลาดในการประสานงาน ท่าเต้นประเภทนี้สำรวจศักยภาพทางสายตาของวงใหญ่ ใช้เวทีให้เต็มที่ และนำเสนอการแสดงที่น่าจดจำซึ่งดึงดูดความสนใจของผู้ชมตั้งแต่ต้นจนจบ

ท่าเต้น Storytelling (การเต้นเล่าเรื่อง)

การเต้นเล่าเรื่อง หรือ storytelling dance เป็นแนวทางที่ท่าเต้นทำหน้าที่เล่าเรื่องหรืออธิบายเนื้อเพลง แทนที่จะเน้นเฉพาะการเคลื่อนไหวที่ประสานกันหรือรูปทรงทางสายตา ขั้นตอนจะแปลความรู้สึก สถานการณ์ และแม้แต่บทสนทนาสมมติ สิ่งนี้ทำให้ผู้ชมใกล้ชิดกับข้อความมากขึ้น และช่วยให้เข้าใจการแสดงได้แม้ไม่เข้าใจภาษา

ตัวอย่างที่ดีของท่าเต้นประเภทนี้คือ “Spring Day” ของ BTS ที่ท่าทาง สายตา และตำแหน่งของสมาชิกช่วยถ่ายทอดธีมของความคิดถึงและการกลับมาพบกัน “Love Scenario” ของ iKON ยังใช้องค์ประกอบการเล่าเรื่อง ด้วยขั้นตอนที่อ้างอิงถึงการอำลาและความทรงจำ storytelling dance ต้องการจากไอดอลไม่เพียงแต่เทคนิค แต่ยังรวมถึงการแสดงออกและความสามารถในการแสดง

- K-POP: Confira as principais coreografias e como praticá-las

ท่าเต้น Floor Work (การเต้นบนพื้น)

ท่าเต้น K-pop บางส่วนใช้พื้น (floor work) อย่างเข้มข้น ด้วยการเคลื่อนไหวในท่านอน การกลิ้ง การ支撑ด้วยมือและขา และการเปลี่ยนผ่านที่นุ่มนวลระหว่างระดับ ท่าเต้นประเภทนี้เพิ่มความหลากหลายทางสายตา ต้องการความแข็งแรงทางร่างกายและความยืดหยุ่น รวมถึงสร้างบรรยากาศที่ดราม่าและเข้มข้นในบางเพลง

ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ “Fake Love” ของ BTS และ “Say My Name” ของ ATEEZ ที่สมาชิกสลับระหว่างการยืนและบนพื้น สร้างการเปลี่ยนผ่านที่动态และไม่คาดคิด การใช้พื้นมักพบในเพลงที่มีอารมณ์หรือมีท่าเต้นที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Contemporary Dance ทำให้การแสดงมีรูปลักษณ์ที่ performative มากขึ้น

ท่าเต้น Isolation (Isolation Dance)

Isolation เป็นเทคนิคที่สืบทอดมาจาก popping และสไตล์ urban ที่นักเต้นเคลื่อนไหวส่วนหนึ่งของร่างกายทีละส่วน สร้างผลลัพธ์ที่เหมือนหุ่นยนต์หรือเป็นส่วนๆ ท่าเต้นประเภทนี้เน้นการควบคุมร่างกายของไอดอลและเพิ่มองค์ประกอบของความประหลาดใจและผลกระทบ มักจะประสานกับเสียงหรือจังหวะของเพลง

เราสามารถเห็นทรัพย์สินนี้ใน “Cherry Bomb” ของ NCT 127 และ “Monster” ของ EXO การเคลื่อนไหวที่แยกกันสร้างความแตกต่างที่โดดเด่นกับขั้นตอนที่ลื่นไหล ทำให้การแสดงน่าสนใจยิ่งขึ้นและแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของวงบนเวที

K-Pop vs J-Pop - Quais as diferenças? Mais popular?

ท่าเต้น “Canon” หรือการเต้นแบบ Canon

ในท่าเต้น “canon” แต่ละสมาชิกทำซ้ำการเคลื่อนไหวเดียวกันตามลำดับ เหมือนคลื่นที่ลุกลามไปทั่วทั้งวง สไตล์นี้สร้างผลลัพธ์ทางสายตาที่น่าหลงใหลและเน้นความแม่นยำของ timing เพราะความผิดพลาดใดๆ อาจทำลายจังหวะทางสายตา ผลลัพธ์ของ canon มักใช้เพื่อเพิ่มความเข้มข้นให้กับคอรัส บริดจ์ หรือท้ายเพลง

ตัวอย่างนี้ปรากฏใน “Not Today” ของ BTS โดยเฉพาะในส่วนคอรัส และใน “Move” ของ Taemin ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างท่อน verse canon เป็นเทคนิคการแสดงที่ชาญฉลาดซึ่งเน้นความประสานงานและเพิ่มผลกระทบของการแสดง

ท่าเต้น Free Style (การ Improvisation)

แม้ว่า K-pop จะมีชื่อเสียงในด้านท่าเต้นที่ฝึกซ้อมอย่างสูง แต่เพลงหรือการแสดงสดบางส่วนรวมถึงส่วนของ free style ที่สมาชิก improvisation การเคลื่อนไหว โต้ตอบกับแฟนๆ หรือแสดงสไตล์การเต้นเฉพาะตัว พื้นที่อิสระนี้สร้างการเชื่อมโยงที่เป็นธรรมชาติกับผู้ชมและเผยให้เห็นพรสวรรค์เฉพาะของแต่ละไอดอล

วงอย่าง SEVENTEEN และ MONSTA X มักจะแทรกช่วงเวลาเหล่านี้ในคอนเสิร์ต อนุญาตให้นักเต้นหลักเปล่งประกายหรือให้ทุกคนแสดงบุคลิกภาพ Free style ยังปรากฏใน covers หรือวิดีโอพิเศษ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และต่ออายุคลังการเคลื่อนไหว

K-Pop vs J-Pop - Quais as diferenças? Mais popular?

ท่าเต้น Hand Dance (การเต้นด้วยมือ)

ท่าเต้น K-pop บางส่วนมุ่งเน้นไปที่การเคลื่อนไหวที่ละเอียดและประสานกันของมือและแขน สร้างรูปทรงในอากาศหรือสัญลักษณ์คำและอารมณ์ ท่าเต้นประเภทนี้มักจะแพร่กระจายในโซเชียลมีเดียเพราะเข้าถึงผู้ชมได้ง่าย ทำให้ covers และ challenges ง่ายขึ้น

ตัวอย่างคลาสสิกคือ “TT” ของ TWICE ที่ท่าทางกลายเป็นความนิยมทั่วโลก และ “Love Shot” ของ EXO ที่มีชื่อเสียงจากการเคลื่อนไหวที่เซ็กซี่ของมือ Hand dance เน้นความอ่อนโยน การประสานงาน และความคิดสร้างสรรค์ของ choreographer ทำให้มีเสน่ห์และแตกต่างให้กับเพลง

ท่าเต้น Double Center (Double Center Dance)

ในวงใหญ่ เป็นเรื่องปกติที่จะแบ่งผู้นำท่าเต้นระหว่างสองสมาชิกหลักในส่วน特定ของเพลง แนวทางนี้ สองสมาชิกอยู่ตรงกลาง นำขั้นตอนที่เป็นเงาสะท้อนหรือเสริมกัน เพิ่มพลวัตของการแสดง เทคนิคนี้ยังช่วยให้มีการเปลี่ยนแปลงของโฟกัสและให้ความสำคัญกับพรสวรรค์ที่แตกต่างกันในวง

เพลงเช่น “How You Like That” ของ BLACKPINK และ “Feel Special” ของ TWICE สลับระหว่าง centers คู่และโซโล่ ทำให้พลังงานบนเวทีหลากหลาย Double center dance ทำให้การแสดงคาดเดาได้น้อยลงและกระตุ้นให้แฟนๆ ระบุตัวตนกับไอดอลมากกว่าหนึ่งคน

Kevin Henrique

Kevin Henrique

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมเอเชียที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี โดยเน้นที่ญี่ปุ่น เกาหลี อะนิเมะ และเกม นักเขียนและนักเดินทางที่เรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งอุทิศตนให้กับการสอนภาษาญี่ปุ่น แบ่งปันเคล็ดลับการท่องเที่ยว และสำรวจเกร็ดความรู้ที่ลึกซึ้งและน่าสนใจ

Discover more from Suki Desu

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading